![]()
แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ออกมาส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญในงานประชุมประจำปี APAC Cyber Security Weekend 2026 ระบุ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ได้ก้าวเข้าสู่ยุค “AI-Native” อย่างเต็มตัว ซึ่งกำลังสร้างช่องโหว่การมองเห็นระบบที่ร้ายแรงให้แก่องค์กรธุรกิจ ส่งผลให้ความเร็วในการโจมตีข้ามผ่านขีดความสามารถในการเฝ้าระวังของทีมรักษาความปลอดภัย
นายเอเดรียน เฮีย (Adrian Hia) กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด “When Speed Outpaces Visibility” สถานการณ์ภัยคุกคามในปี 2569 มีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก จากการที่ผู้ไม่หวังดีนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นอาวุธในการโจมตี ส่งผลให้ผู้บุกรุกสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเกินกว่าที่ทีมเฝ้าระวังความปลอดภัยขององค์กรจะสามารถมองเห็น วิเคราะห์ หรือตอบสนองได้ทันท่วงที
“เมื่อความเร็วและการเชื่อมต่อกำลังยกโครงสร้างองค์กรยุคใหม่ โดยมี AI และแอปพลิเคชันเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทีมความปลอดภัยต้องเผชิญกับ ‘จุดบอด’ ที่ขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และระบบเทคโนโลยีฝั่งปฏิบัติการ (OT) ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การวิ่งแข่งกับเวลาอีกต่อไป แต่เป็นการวิ่งแข่งกับภัยเงียบที่คุณมองไม่เห็น”
3 แนวโน้มภัยคุกคามปี 2569 มัลแวร์ Agentic AI พุ่ง-ซ่อนตัวข้ามปี
ขณะเดียวกัน จากข้อมูลการเฝ้าระวังของแคสเปอร์สกี้ ได้สะท้อนถึง 3 แนวโน้มภัยคุกคามสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่:
1. การบุกรุกข้ามสู่โลกแห่งความเป็นจริง (Digital to Physical Impact) ขอบเขตระหว่างโลกออนไลน์และโลกกายภาพถูกทำลายลง โดยเห็นได้ชัดจากกรณีการโจมตีทางไซเบอร์ต่อ Nichirei Corp ที่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายโลจิสติกส์การขนส่ง หรือการที่ภาคการผลิตในประเทศอินเดียตกเป็นเป้าหมายหลักของเรียกค่าไถ่ทางไซเบอร์ (Ransomware) ภาคอุตสาหกรรมจนโรงงานต้องหยุดสายการผลิต
2. มัลแวร์แฝงตัวใน Agentic AI (Supply Chain Threat) ปัจจุบันแคสเปอร์สกี้ตรวจพบไฟล์มัลแวร์ตัวใหม่ๆ เฉลี่ยสูงถึง 500,000 ไฟล์ต่อวัน (เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2567) โดยในปี 2569 เพียงปีเดียว มีการตรวจพบมัลแวร์มากกว่า 15,000 ตัว ที่ปลอมแปลงมาในรูปแบบของซอฟต์แวร์ Agentic AI ซึ่งอาศัยช่องโหว่จากส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (API) หรือปลั๊กอินภายนอก สร้างการโจมตีแบบโดมิโนกระทบต่อระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เป็นวงกว้าง
3. ภัยแฝงซ่อนตัวยาวนาน (The Invisibility Problem) รายงานจากแผนกการประเมินการบุกรุก (Compromise Assessment) ระบุว่า 31% ของเหตุการณ์ไซเบอร์ทั้งหมด ผู้บุกรุกสามารถฝังตัวอยู่ในระบบนานเกิน 3 เดือนก่อนจะถูกตรวจพบ และมากกว่าครึ่ง หรือคิดเป็น 52% ของการโจมตีระดับรุนแรงสูง ใช้เวลานานกว่า 90 วันจึงจะไหวตัวทัน โดยเคสที่ซ่อนตัวได้ยาวนานที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา พบว่าแฝงตัวอยู่นานถึง 4 ปีโดยไม่ถูกตรวจพบ
“Human + Machine” ผสาน AI และคน ปิดช่องโหว่ SOC

อย่างไรก็ตาม นายเอเดรียน ย้ำว่า การลงทุนซื้อเทคโนโลยีป้องกันความปลอดภัยมาติดตั้งเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถชดเชยช่องโหว่ด้านการเฝ้าระวังและการเตรียมความพร้อมปฏิบัติการได้ องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัย (SOC) ที่ทันสมัยและทำงานอย่างบูรณาการ
ทั้งนี้ แคสเปอร์สกี้ได้เสนอยุทธศาสตร์การป้องกันด้วยแนวคิด “HuMachine Intelligence” ซึ่งเป็นการรวมเอาขีดความสามารถของเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่ได้รับการเทรนข้อมูลภัยคุกคามทั่วโลกมานานกว่า 20 ปี เข้ากับความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่เป็นมนุษย์ (Human Expertise) เพื่อให้การวิเคราะห์และรับมือภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างระบบ IT ซับซ้อน แคสเปอร์สกี้แนะนำการใช้แพลตฟอร์ม Kaspersky Next ซึ่งเป็นระบบตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม (EDR/XDR) ที่นำปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ควบคู่กับการเสริมบริการจัดการความปลอดภัยแบบครบวงจร เช่น บริการตรวจจับและตอบสนองการจัดการ (Kaspersky MDR), การตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยคุกคาม (Incident Response) และการรับคำปรึกษาจัดตั้งระบบ SOC (Kaspersky SOC Consulting) เพื่อคืนขีดความสามารถในการมองเห็นระบบ และตัดวงจรผู้บุกรุกก่อนจะสร้างความเสียหายทางธุรกิจ
ที่มา : mgronline..com / เผยแพร่วันที่ 4 ส.ค.69
Link : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9690000076167







