![]()
KEY POINT
- ลิกเตนสไตน์เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยแฮกเกอร์เจาะระบบทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง ทำให้ข้อมูลของนิติบุคคลกว่า 31,000 แห่งรั่วไหล
- รัฐบาลดำเนินมาตรการรับมือทันทีโดยการปิดระบบที่ถูกโจมตี และจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสูงเพื่อสืบสวนเหตุการณ์
- รัฐบาลเน้นความโปร่งใสในการสื่อสารกับสาธารณะ โดยยืนยันว่าข้อมูลที่รั่วไหลเป็นข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐาน (ชื่อ, วันเกิด, สัญชาติ) และไม่กระทบต่อข้อมูลทางการเงินหรือข้อมูลของธนาคาร
“ลิกเตนสไตน์” ประเทศเล็กๆ ในยุโรป ทว่าร่ำรวย และโดดเด่นเรื่องไพรเวทแบงก์กิ้ง การจัดการความมั่งคั่ง และนโยบายภาษีที่เป็นมิตร กำลังเผชิญ “เหตุโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่” หลังแฮกเกอร์เจาะเข้าระบบทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Register of Beneficial Owners) และเข้าถึงข้อมูลของนิติบุคคลกว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยบริษัท มูลนิธิ และกองทรัสต์
แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกังวลต่อลิกเตนสไตน์ซึ่งเป็นศูนย์กลางบริหารความมั่งคั่งสำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป แต่รัฐบาลลิกเตนสไตน์ได้ดำเนินมาตรการรับมือเป็นลำดับ ตั้งแต่การจำกัดความเสียหาย การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ไปจนถึงการตั้งคณะทำงานระดับสูงเพื่อเร่งสืบสวน โดยเฉพาะเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการแถลงต่อสาธารณชน และชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ปิดระบบทันที – ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ
รัฐบาลเปิดเผยว่า แฮกเกอร์ได้ลักลอบเจาะเข้าสู่ระบบทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงในคืนวันที่ 29-30 กรกฎาคม และสามารถคัดลอกข้อมูลออกจากระบบได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยว่าตรวจเมื่อใด แต่รัฐบาลได้ตัดสินใจแถลงข่าวเรื่องนี้เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา
หลังตรวจพบเหตุการณ์ รัฐบาลได้สั่งปิดระบบที่ได้รับผลกระทบทันที เพื่อป้องกันการเจาะข้อมูลเพิ่มเติม และรักษาพยานหลักฐานสำหรับการสอบสวน
จากนั้นรัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Crisis Task Force) นำโดยนายกรัฐมนตรี บริจิตต์ ฮาส (Brigitte Haas) และรัฐมนตรียุติธรรม เอมานูเอล เชดเลอร์ (Emanuel Schaedler) เพื่อกำกับการรับมือเหตุการณ์
นายกฯ ลิกเตนสไตน์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลัง “ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง” เพื่อระบุตัวผู้ก่อเหตุ แรงจูงใจ และวิธีการที่ใช้ในการโจมตี
เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
ระหว่างการแถลงข่าว รัฐบาลทยอยเปิดเผยข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว โดยระบุข้อมูลหลักๆ ดังนี้คือ
- ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง
- ข้อมูลถูก “คัดลอก” ออกจากระบบ
- ยังไม่พบหลักฐานว่ามีข้อมูลถูกแก้ไขหรือลบออกจากฐานข้อมูล
- ยังไม่พบว่ามีระบบอื่นๆ ของรัฐบาลที่ถูกโจมตี
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่าระบบที่ใช้ตรวจสอบ และป้องกันการฟอกเงินของประเทศยังคงทำงานตามปกติ แม้ว่าทะเบียนดังกล่าวจะถูกปิดใช้งานชั่วคราวก็ตาม
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลถูกคัดลอกออกไปครั้งนี้ มีเพียง ชื่อ, วันเดือนปีเกิด, สัญชาติ และถิ่นที่อยู่ของผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง
รัฐบาลยืนยันว่า “ไม่มีข้อมูลทางการเงิน เลขบัญชี หมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่โดยละเอียด” อยู่ในข้อมูลที่ถูกแฮกไป โดนไซมอน ทริเบิลฮอร์น (Simon Tribelhorn) ผู้อำนวยการสมาคมธนาคารลิกเตนสไตน์ กล่าวกับรอยเตอร์สว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อ “ธนาคารหรือข้อมูลลูกค้าของธนาคาร” แต่อย่างใด
เมื่อยืนยันได้ระดับหนึ่งแล้ว รัฐบาลก็เริ่มกระบวนการ “แจ้งเตือน” ผู้ที่ข้อมูลได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันว่าจะเปิดเผยความคืบหน้าของการสอบสวนต่อสาธารณะเมื่อมีข้อมูลที่ได้รับการยืนยัน
ทำไมข้อมูลชุดนี้จึงสำคัญ
ทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Register of Beneficial Owners) ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2021 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยใช้ระบุว่าใครเป็นผู้ถือผลประโยชน์หรือผู้ควบคุมบริษัท มูลนิธิ และทรัสต์ในท้ายที่สุด
ทั้งนี้ ลิกเตนสไตน์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย ถือเป็นศูนย์กลางด้านการบริหารความมั่งคั่งของยุโรป เคยเป็นสวรรค์ของบริษัทต่างชาติที่มองหาแหล่งลงทุนภาษีต่ำ (Tax Haven) และเคยถูกเชื่อมโยงกับคดีหลีกเลี่ยงภาษี และฟอกเงินหลายคดีในอดีต ก่อนจะทยอยยกระดับกฎหมายด้านความโปร่งใสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในปี 2008 เคลาส์ ซุมวิงเคิล (Klaus Zumwinkel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของบริษัท Deutsche Post ในขณะนั้น ต้องลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงภาษี โดยเอกสารที่รั่วไหลระบุว่าเขานำเงินไปไว้ในมูลนิธิแห่งหนึ่งในลิกเตนสไตน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีในเยอรมนี ต่อมาในปี 2021 โครงการสืบสวน Pandora Papers เปิดเผยว่า มีผู้นำประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลมีชื่อเสียงจากหลายประเทศ ใช้มูลนิธิในลิกเตนสไตน์ และประเทศอื่นๆ เพื่อปกปิดความมั่งคั่งของตน
ทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงของลิกเตนสไตน์จึงถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2021 เพื่อตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการรับมือปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี และการฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ทะเบียนดังกล่าว “ไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปค้นหาได้” หลังศาลยุโรปมีคำวินิจฉัยว่าการเปิดเผยข้อมูลลักษณะนี้อาจกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว
รัฐบาลลิกเตนสไตน์ ระบุเมื่อวันอังคารว่า ประเทศดำเนินนโยบาย “Clean Money Strategy” มาอย่างต่อเนื่อง และกำลังยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลระบุว่าภายหลังถูกแฮก ระบบที่ใช้จัดเก็บข้อมูลถูกปิดใช้งานเป็นการชั่วคราว แต่ยืนยันว่ามาตรการป้องกัน และตรวจสอบการฟอกเงินของประเทศยังคงดำเนินการตามปกติ
ก่อนหน้านี้ “สวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของลิกเตนสไตน์ ก็เคยตกเป็นเป้าหมายของการเปิดโปงข้อมูลทางการเงินเช่นกัน โดยเอกสาร “Panama Papers” ที่รั่วไหลในปี 2016 เปิดเผยเครือข่ายทนายความในนครเจนีวาที่จัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Shell Company) ให้ลูกค้าเพื่อซุกซ่อนทรัพย์สิน เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้สวิตเซอร์แลนด์เริ่มจัดทำทะเบียนผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และเพิ่มข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลของทนายความ แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และเผชิญเสียงคัดค้านจากบางฝ่ายภายในประเทศก็ตาม
ที่มา: Reuters
ที่มา : moneyandbanking.co.th / เผยแพร่วันที่ 6 ส.ค.69
Link : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1246187







