![]()

KEYPOINTS
- บทเรียนเซอูตา: ผู้อพยพนับหมื่นทะลักสเปนจากข่าวปลอมออนไลน์ สะท้อนการใช้ IO และคลื่นมนุษย์เป็นอาวุธไซเบอร์
- เตือนภัยไทย-กัมพูชา: หวั่นผู้ไม่ประสงค์ดีปล่อยข่าวปลอมเปิดด่าน กระตุ้นคลื่นมนุษย์ทะลักชายแดน จนเกิดวิกฤตการทูตและความมั่นคง
- ทางออกยุทธศาสตร์: แนะตั้งศูนย์เฝ้าระวังข่าวปลอมชายแดนร่วม ใช้การทูตเชิงป้องกัน และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศต้นทาง
3 สิงหาคม 2569 เมื่อข่าวปลอมอาจกลายเป็นอาวุธชายแดนไทย-กัมพูชา ชวนถอดบทเรียน “เซอูตา สเปน” ผ่านมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของ อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ที่ออกมาเตือนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ชัดเมื่อความยากจนบรรจบกับข่าวปลอม “คลื่นมนุษย์” อาจถูกใช้เป็นหมากต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงโดยไม่ทันตั้งรับ
อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า โศกนาฏกรรมมนุษยธรรมครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเมือง “เซอูตา” (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนทวีปแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีคลื่นผู้อพยพทะลักข้ามฝั่งเข้ามามากถึง 50,000 ถึง 60,000 คน ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำและเหตุเหยียบกันตายพุ่งสูงขึ้นถึง อย่างน้อย 67 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและอยู่ในสภาพอิดโรยอีกจำนวนมหาศาลจนระบบสาธารณสุขและการดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเผชิญภาวะโคม่าอย่างหนัก
เหตุการณ์นี้อาจเป็นเพียงข่าวผู้อพยพไกลตัวอีกข่าวหนึ่งสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับ นักยุทธศาสตร์และผู้นำประเทศ นี่คืออุทาหรณ์และบทเรียนราคาแพงที่ต้องเร่งถอดรหัสและเตรียมการรับมือ
เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หากแต่เป็น “สัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤต” ที่สะท้อนถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล เมื่อสงครามไซเบอร์ (Cyberwarfare) และ ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations: IO) ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธไร้ตัวตนในการผลักดัน “คลื่นมนุษย์” ให้กลายเป็นวิกฤตความมั่นคงระหว่างประเทศ หากผู้นำประเทศละเลยและไม่เท่าทัน มิติของอาวุธไร้รูปนี้ก็พร้อมจะสร้างหายนะตามแนวชายแดนเกินกว่าที่จะตั้งรับหรือแก้ไขได้ทันการณ์
1. มนุษยธรรมที่ถูกบดขยี้ภายใต้เกมอำนาจและข่าวปลอม
วิกฤตการณ์ที่เซอูตาเกิดขึ้นจากจุดตัดของ 2 ปัจจัยหลักที่ถูกจัดวางไว้อย่างประจวบเหมาะ :
-ปัจจัยผลักดันเชิงโครงสร้าง (Push Factors): ความยากจนข้นแค้น อัตราการว่างงานที่ตกต่ำ และความสิ้นหวังในประเทศต้นทาง ซึ่งเปรียบเสมือน “กองฟางแห้ง” ที่พร้อมจะติดไฟได้ทุกเมื่อ
-ปัจจัยดึงดูดลวงตา (Pull Factors): ข่าวลือและข่าวปลอม (Disinformation) บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับการผ่อนปรนกฎหมายชายแดนและการปฏิบัติอย่างนุ่มนวลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ชนวนจุดไฟ” อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อความสิ้นหวังขั้นสุดมาบรรจบกับ “ความหวังลวง” ที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นในเวลาที่เหมาะสม คนที่ไร้ทางออกจึงพร้อมจะเสี่ยงชีวิตทันทีโดยไม่ลังเล ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีการ “ปล่อยเกียร์ว่าง” ของประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าผู้อพยพได้ตกเป็น “หมากทางการเมือง” (Geopolitical Leverage) ในเกมต่อรองเชิงอำนาจและยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศอย่างน่าสลดใจ
2. ถอดบทเรียนโลก: เมื่อข่าวลือออนไลน์กลายเป็นอาวุธสังหาร
บทเรียนจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ข่าวปลอมและอัลกอริทึมบนโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโกหกบนหน้าจอ แต่นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่มีราคาเป็นชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง:
• วิกฤตการณ์โรฮิงญา (รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา, พ.ศ. 2560–ปัจจุบัน):
ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ความตึงเครียดทางเชื้อชาติและศาสนาในรัฐยะไข่ถูกจุดระเบิดด้วยปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook ซึ่งเป็นช่องทางรับข่าวสารหลักของคนในประเทศ โดยกลุ่มหัวรุนแรงและปฏิบัติการฝั่งกองทัพได้สร้างบัญชีปลอมนับร้อยเพื่อกระจายข่าวปลอม ข่าวลือการสั่งสมอาวุธ และถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ที่สร้างภาพว่าชาวมุสลิมโรฮิงญากำลังเป็นภัยคุกคามต่อศาสนาพุทธ และอธิปไตยของชาติ
กระแสความกลัวและเกลียดชังที่แพร่กระจายราวกับไฟป่านี้ ได้กลายเป็นชนวนเปิดทางให้เกิดการกวาดล้างอย่างรุนแรง การเผาทำลายหมู่บ้าน และการสังหารหมู่ นำไปสู่โศกนาฏกรรมมนุษยธรรมที่ส่งผลให้ชาวโรฮิงญากว่า 700,000 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัยและทะลักข้ามชายแดนอพยพสู่เมืองคอกส์บาซาร์ (Cox’s Bazar) ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งในเวลาต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบของสหประชาชาติ (UN) ได้ลงความเห็นอย่างเป็นทางการว่า Facebook มีส่วนสำคัญและวิกฤตอย่างยิ่งในการเปิดทางให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้
• จลาจลและการรุมสกรัมจาก WhatsApp (หลายรัฐในประเทศอินเดีย เช่น อัสสัม ตะวันออกเฉียงเหนือ และทมิฬนาดู, พ.ศ. 2561):
ในช่วงกลางปี 2561 เกิดปรากฏการณ์ความคลั่งเกลียดชังระบาดทั่วชนบทของอินเดีย จากการส่งต่อข้อความเสียง ภาพตัดต่อ และคลิปวิดีโอเตือนภัยปลอมผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ที่ระบุว่า “มีแก๊งลักเด็กข้ามชาติกำลังระบาดเข้ามาจับตัวเด็กในหมู่บ้านเพื่อนำไปตัดอวัยวะขาย” ข่าวลือนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะสกัดทัน เข้าไปเล่นกับความกลัวขั้นสุดของพ่อแม่ในพื้นที่ที่ระดับการรู้เท่าทันสื่อยังต่ำ ผลลัพธ์คือการเกิดพฤติกรรมศาลการเมืองโดยฝูงชน (Mob Justice) ที่ชาวบ้านรวมตัวกันจับกุม รุมสกรัม และทุบตีคนแปลกหน้า นักท่องเที่ยว แรงงานต่างพื้นที่ หรือแม้แต่วิทยากรที่มาทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ จนมีผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปมากกว่า 30 ราย ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เหตุการณ์นี้บีบให้บริษัท WhatsApp ต้องปฏิวัติระบบด้วยการจำกัดจำนวนการกดส่งต่อ (Forward) ข้อความเหลือเพียงไม่เกิน 5 ครั้ง ต่อการส่ง เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของข่าวปลอมทั่วโลก
• คาราวานผู้อพยพสู่อเมริกาเหนือ (อเมริกากลาง มุ่งสู่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก, พ.ศ. 2561–2564):
ในแถบสามเหลี่ยมเหนือของอเมริกากลาง (ฮอนดูรัส กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์) ขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งลักลอบนำคนเข้าเมือง (Coyotes) ได้ปรับรูปแบบมาใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook เป็นอาวุธหลอกลวง โดยการผลิตวิดีโอสร้างข่าวปลอมว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเปิดชายแดนเป็นการชั่วคราว” หรือ “หากพาเด็กเล็กเดินทางไปด้วย จะได้รับสิทธิอยู่อาศัยและสวัสดิการทันทีตามกฎหมายใหม่”
ข้อมูลเท็จเหล่านี้เข้าทางประชาชนนับแสนคนที่กำลังเผชิญวิกฤตความยากจนและอาชญากรรม จนเกิดเป็น “คาราวานผู้อพยพ” ขนาดใหญ่ที่หลงเชื่อและยอมขายบ้าน ขายที่ดิน เพื่อออกเดินเท้าเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตรผ่านทะเลทรายและพื้นที่อิทธิพลของแก๊งค้ายาเสพติด ท้ายที่สุด เมื่อไปถึงชายแดน เมืองท่าอย่างติฮัวนา (Tijuana) หรือซิวดัดฆัวเรซ (Ciudad Juárez) ผู้อพยพกลับพบเพียงรั้วเหล็กและกักกันตัว ต้องตกเป็นเหยื่อการเรียกค่าไถ่ ถูกส่งกลับประเทศพร้อมภาระหนี้สินมหาศาล และบางส่วนต้องเสียชีวิตกลางทางจากความร้อนและการขาดน้ำ
3. ข้อระวังและอุทาหรณ์ต่อไทย: ฉากทัศน์สมมติตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อนำบทเรียนจากเซอูตาและโศกนาฏกรรมโลกมาส่องกระจกมองประเทศไทย สิ่งที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวังอย่างที่สุดคือ ความเปราะบางตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
หากตั้งสมมติฐานยุทธศาสตร์ว่า ในอนาคตมี “ผู้ไม่ประสงค์ดี” ไม่ว่าจะเป็นมือที่สาม กลุ่มอิทธิพล ขบวนการค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งการทำสงครามไซเบอร์และปฏิบัติการ IO ระดับรัฐ เปิดปฏิบัติการปล่อยข่าวปลอมในฝั่งกัมพูชา เช่น “ประเทศไทยประกาศเปิดด่านชายแดนเป็นการชั่วคราวเพื่อรับแรงงาน และต้องรีบข้ามไปก่อนหมดเส้นตาย” ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจกลายเป็นหายนะเกินกว่าจะแก้ไขได้ทัน:
- การทะลักของคลื่นมนุษย์ (Human Surge): สภาพความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ อัตราการตกงาน การขาดแคลนอาหาร และระบบการแพทย์ที่ไม่เพียงพอในกัมพูชาขณะนี้ คือ “กองฟางแห้ง” ชั้นดี ข่าวลือเพียงเล็กน้อยจะกระตุ้นให้ประชาชนผู้สิ้นหวังนับหมื่นนับแสนคนหลั่งไหลมุ่งหน้าสู่ชายแดนไทยทันที
- วิกฤตความมั่นคงและการปะทะ: การทะลักข้ามแดนอย่างกะทันหันจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจชายแดนไทย หากมีการใช้กำลังเข้ายับยั้ง ก็อาจนำไปสู่เหตุการณ์เหยียบกันตาย การปะทะ และโศกนาฏกรรมสูญเสียชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ: ภาพความโกลาหลและการบาดเจ็บสูญเสียจะถูกนำไปขยายผลทางการเมือง เกิดการกล่าวโทษกันระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล กลายเป็นวิกฤตทางการทูตและความมั่นคงในระดับภูมิภาคที่สั่นคลอนความเสถียรภาพโดยรวม
4. ยุทธศาสตร์ข่าวปลอมกับความมั่นคง
วิกฤตเซอูตาตอกย้ำให้เห็นว่า “ข่าวปลอมและสงครามไซเบอร์สามารถลักลอบทำลายความมั่นคงชายแดนได้แยบยลและรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์”
ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านไม่อาจมองปัญหาการอพยพเป็นเพียงเรื่องของการตั้งรับทางทหาร หรือมองว่าข่าวลือเป็นเพียงเรื่องการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับให้เป็น “ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่” (Non-Traditional Security Threat) โดยมีข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ดังนี้:
1.การจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังข่าวปลอมชายแดนร่วม (Joint Border Disinformation Monitoring Center): สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาในการสกัดกั้นข่าวลือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว (Real-time Fact-Checking) ผ่านทุกช่องทางสื่อสารที่ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงได้จริง
2.การทูตเชิงป้องกันและการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Preventive Diplomacy & Crisis Communication): สร้างเครือข่ายการสื่อสารระดับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและฝ่ายความมั่นคงตามแนวชายแดน ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานได้ทันทีเมื่อเริ่มเกิดกระแสข่าวลือผิดปกติ
3.การสร้างความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน: เพราะทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการหยุดยั้งการทะลักของคลื่นมนุษย์ ไม่ใช่รั้วลวดหนาม กำแพงสูง หรือกำลังทหาร แต่คือการสร้าง “โอกาสและอนาคตทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดขึ้นในประเทศต้นทางอย่างจริงจัง
บทเรียนจากเซอูตาและโศกนาฏกรรมทั่วโลกได้เตือนเราแล้วว่า เมื่อ “ความสิ้นหวัง” ถูกจุดประทัดด้วย “ข่าวปลอม” หายนะจะเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะตั้งรับได้ และหน้าที่ของผู้นำประเทศในวันนี้คือการป้องกันไม่ให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับประเทศไทยก่อนจะสายเกินแก้
ที่มา : nationtv.tv / เผยแพร่วันที่ 3 ส.ค.69
Link : https://www.nationtv.tv/news/politics/378981122






