![]()
KEY POINT
- นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ชี้ว่าเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบตลาดทุนไทยต้องตื่นตัว
- เฟทโก้แนะให้ทุกหน่วยงานในตลาดทุนไทยต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ให้เข้มข้นขึ้น
- เรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันเฝ้าระวังและเร่งตรวจสอบเพื่อ “ปิดช่องโหว่” ของระบบให้มิดชิดมากกว่าเดิม
- ยอมรับว่าการโจมตีทางไซเบอร์เป็นความท้าทายระดับโลกที่ป้องกันได้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อพบเหตุต้องรีบทบทวนและแก้ไขทันที
- แม้ข้อมูลที่รั่วไหลจะไม่กระทบต่อหุ้นหรือทรัพย์สินในพอร์ตโดยตรง แต่เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ใกล้ตัวและต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน
กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันทีจากกรณีเหตุการณ์ “ข้อมูลรั่วไหล” ของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD จนสร้าง “ความกังวล” ให้แก่นักลงทุนในวงกว้างนั้น โดยเฉพาะความกังวลว่า “ข้อมูลที่หลุดออกไป” จะกระทบ “ทรัพย์สิน” หรือ “หุ้นที่ถือครอง” อยู่หรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ทางมิชอบ
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การโจมตีไซเบอร์เป็น “ความท้าทายระดับโลก” ที่องค์กรต่าง ๆ เผชิญตลอด
สำหรับตลาดทุนไทยมีมาตรการเตรียมความพร้อมเข้มงวด โดยซ้อมแผนรับมือ “ภัยไซเบอร์” ร่วมกันทั้งระบบทุกปี อีกทั้งหน่วยงานกำกับดูแลไม่นิ่งเฉย มีการทบทวนและอัปเกรดหลักเกณฑ์การรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัย
ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดกับ TSD เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องระบบตลาดทุนไทย ต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์เข้มข้นขึ้น ทั้งช่วยกัน “เฝ้าระวัง” และ “เร่งตรวจสอบช่องโหว่” เพื่อปิดให้มิดชิดมากกว่าเดิม “เฟทโก้” เตือนยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์
นายไพบูลย์ กล่าวว่า จากการรับทราบข้อมูลหลังเกิดกรณีความพยายามเจาะข้อมูลไซเบอร์ โดย TSD พบความผิดปกติและจัดการสถานการณ์รวดเร็วตามมาตรฐานระดับสากล
กรณีนี้มีข้อมูลเบื้องต้น เพียงบางส่วนที่ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบฐานข้อมูลทั้งหมด โดยข้อมูลสำคัญการเงินและข้อมูลซื้อขายไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ TSD แก้ไขและควบคุมสถานการณ์ได้ และเพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันความเสี่ยง TSD ได้ส่งอีเมลชี้แจงและแจ้งเตือนเป็นการส่วนตัวไปยังกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ
“ทุกวันนี้มองว่ามีความพยายามที่แฮกเกอร์ สุ่มโจมตีองค์กรต่างๆ เจาะข้อมูลกันทุกวัน ทุกนาที ทั่วโลกอยู่แล้ว อยู่ตลอดเวลา การป้องกันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ทำได้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อพบเหตุแล้วต้องรีบทบทวนและแก้ไขทันที ครั้งนี้ทางTSD ก็ขยับทัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน แต่เรา ยังต้องระวังและเข้มงวดมากขึ้น เพราะเราอยู่ในยุคที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์เป็นเรื่องใกล้ตัว“ TSD แจงข้อมูลรั่ว ยันไม่กระทบหุ้น-ทรัพย์สิน
ทั้งนี้ TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่งได้ปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานดังกล่าว และหยุดการรั่วไหลข้อมูลทันที รวมถึงยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้น
หลังจากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงการรายงานหน่วยงานกำกับดูแลพร้อมแจ้งเจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบการซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลด้านการเงินและทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ TSD
รวมทั้ง TSD แนะนำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกขอข้อมูล และไม่คลิกลิงก์หรือให้รหัสผ่าน/ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน รวมทั้งขอแนะนำให้เปลี่ยน password เป็นประจำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า วันที่ 26 ก.ค.2569 ก.ล.ต.รับรายงานเหตุเบื้องต้นจาก TSD กรณีตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลในระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต
ดังนั้น ก.ล.ต.ประสาน TSD เพื่อเร่งตรวจสอบหาสาเหตุและควบคุมไม่ให้มีผลกระทบเพิ่ม โดย TSD ดำเนินการระงับการเข้าถึงจากแหล่งและบัญชีผู้ใช้ต้องสงสัย ปิดช่องทางเชื่อมต่อในส่วนที่ได้รับผลกระทบ และเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ก.ล.ต.ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้บริการที่อาจได้รับผลกระทบ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการรั่วไหลขอแนะนำให้ประชาชนและผู้ลงทุนระมัดระวังรับอีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้าง ที่อาจขอข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงไม่คลิก link หรือให้รหัสผ่านข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูล
หุ้นยังอยู่ไหม หลัง TSD ยอมรับข้อมูลรั่ว
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า นักลงทุนกังวลมากที่สุดเป็นการสูญเสียหุ้นหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะการถือครองนั้น มองว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะการรั่วไหลข้อมูลครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อระบบการถือครองหลักทรัพย์
ทั้งนี้ บทบาท TSD เป็นผู้ให้บริการงานทะเบียนหลักทรัพย์และการส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้น เช่น การจ่ายเงินปันผล การจัดส่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น และการดำเนินงานด้านทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ที่ผู้ลงทุนใช้ Username หรือ Password เข้าทำธุรกรรมเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือโอนย้ายหลักทรัพย์
ดังนั้น แม้ข้อมูลรั่วไหลแต่ไม่หมายความว่าหุ้นในพอร์ตจะหาย หรือรายชื่อผู้ถือหุ้นถูกเปลี่ยนแปลง นักลงทุนไม่ควรกังวล แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือขอบเขตข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก TSD ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อมูลประเภทใดรั่วไหล โดยหากผลกระทบเพียงข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐาน เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ระดับความเสี่ยงอาจจำกัด
แต่หากมีข้อมูลอ่อนไหวเพิ่ม เช่น เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการยืนยันตัวตนความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปใช้สวมสิทธิ์ ยืนยันตัวตนหรือแอบอ้างทำธุรกรรมกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการรายอื่นที่ตรวจไม่รัดกุม
เร่งเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้น
นายกิจพณ กล่าวว่า การที่ TSD แจ้งเหตุตามกฎหมาย PDPA โดยไม่มีคำแนะนำให้ผู้ลงทุนเปลี่ยนรหัสผ่านหรือปรับปรุงความปลอดภัยบัญชีอาจสะท้อนเบื้องต้นว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปไม่ใช่ข้อมูลการเข้าใช้งานระบบ (Log-in) หรือข้อมูลอ่อนไหวระดับสูงสุด แต่ต้องรอประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการจาก TSD
ทั้งนี้ แม้ความปลอดภัยของหุ้นจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังการถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หลอกลวง โดยเฉพาะการโทรศัพท์ ส่งข้อความ หรือแอบอ้างเป็นหน่วยงานด้านการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อหลอกให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มหรือชักชวนให้โอนเงิน
นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชุดเดียวกันยืนยันตัวตนกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการรายอื่น และระบบดังกล่าวมีมาตรการรักษาความปลอดภัยไม่เพียงพออาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้แอบอ้างได้
รวมทั้งนักลงทุนควรเพิ่มความเข้มงวดรักษาความปลอดภัยบัญชีการเงินและบัญชีลงทุน โดยเฉพาะการเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น หรือการยืนยันผ่านรหัส OTP ทุกบริการที่รองรับจะลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนจะรั่วไหล
นอกจากนี้ ควรติดตามการชี้แจงจาก TSD เพื่อทราบข้อมูลใดได้รับผลกระทบ และประเมินตนเองมีความเสี่ยงระดับใด รวมถึงเฝ้าระวังการติดต่อที่ผิดปกติทั้งโทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความที่อ้างเป็นหน่วยงานการเงิน และเลี่ยงเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือรหัสยืนยันให้บุคคลที่ตรวจสอบตัวตนไม่ได้
ที่มา : bangkokbiznews.com / เผยแพร่วันที่ 28 ก.ค.69
Link : https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1245008







