![]()
ชาวบ้านปลวกแดง ระยอง ลุยต่อ หลังยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม “อนุทิน” ปมถูกเจ้าหน้าที่รัฐ รวมหัว “นักการเมืองท้องถิ่น” ยึดที่ทำกิน พบข้อมูลเชิงลึก ฝ่ายหลังส่อได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ร้อง จนท.ตรวจสอบสวมสิทธิเป็นคนไทยลงเลือกตั้งผิดกม.
จากกรณีที่นางสนอง พลวิเศษ ชาวบ้านจังหวัดระยอง เข้ายื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง จงใจใช้อำนาจและดุลพินิจตามอำเภอใจ ยึดที่ดินทำกิน ขัดแย้งกับผลการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์สิทธิของนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคม ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ที่ระบุว่า นางสนองฯครอบครองและทำประโยชน์ทั้งแปลงนั้น แต่จากการตรวจสอบหนังสือบันทึกถ้อยคำ โดยเจ้าหน้าที่ที่ชื่อนางสาวฝน แบ่งแปลงที่ดิน ระหว่างนางสนอง และนักการเมืองท้องถิ่น อดีตนายก อบต.แม่น้ำคู้ เป็น 2ส่วน ส่วนที่ 1 นางสนอง ด้านทิศเหนือ ส่วนที่2 ของนักการเมืองท้องถิ่น
โดยนางสนอง เปิดเผยว่า ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความ ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลจากนายทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่านักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าว เดิมชื่อเล่นว่าเหงียน ติ๊ก สัญชาติเวียดนาม บิดา ชื่อนายเวียง สัญชาติเวียดนาม และมารดา ชื่อ นางจิง สัญชาติเวียดนาม โดยนายเหงียน ติ๊ก เกิดในประเทศเวียดนาม เมื่อเข้ามาทำงานในพื้นที่ตำบลแม่นำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ช่วงในวัยรุ่นขณะนั้น ได้เดินตาม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ในตำบลแม่น้ำคู้ จึงมีวิธีรับรองให้ นายเหงียน ติ๊ก สวมสิทธิเป็นคนไทย การที่นายทะเบียนอำเภอปลวกแดง ไม่ตรวจสอบให้ดีหรือร่วมมือการทุจริตโดยนายเหงียนติ๊ก เป็นผู้มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ขัดต่อพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ ได้สัญชาติไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนอำเภอปลวกแดง ขณะนั้น ออกบัตรประชาชนให้ได้อย่างไร คาดว่า เป็นการสวมสิทธิจากคนต่างด้าวมาป็นคนไทยเพื่อให้ได้สัญชาติไทย โดยวิธีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อประมาณ วันที่ 27 สิงหาคม 2553 หรือไม่
ในปี61 นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าวได้ร่วมกับนางสาวฝน ทำบันทึกถ้อยคำแบ่งแปลงที่ดินของนางสนอง ให้แก่นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าว จำนวนครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด18ไร่ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อการครอบครองที่ดินของพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน โดยคนต่างด้าวถือครองที่ดินไม่ได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจ้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าว ได้รับเลือกการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งนายก อบต. แม่น้ำคู้ ระหว่างพ.ย.ปี64-68 ซึ่งภายหลังหมดวาระ ได้เสนอตัวลงสมัครอีกครั้ง จนมีคู่แข่งอีกราย นำประเด็นสวมสิทธิและถูกร้องเรื่องสัญชาติ จนต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้ากลุ่มคนใหม่ลงสมัครแข่งขันแทนแต่แพ้เลือกตั้ง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบ นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ บุคคลที่บิดามารดาเป็นผู้มีสัญชาติต่างประเทศ ไม่อาจได้สัญชาติไทย เป็นบทบังคับเด็ดขาด และการที่สวมสิทธิเป็นคนไทย ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นความผิดตามกฎหมายและนำไปสู่การเพิกถอนสัญชาติไทย
ที่มา : bangkokbiznews.com / เผยแพร่วันที่ 20 ก.ค.69
Link : https://www.bangkokbiznews.com/news/1243864







