![]()
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ป้องกันคนปลอม หรือ ปฏิเสธคนจริง? โจทย์ท้าทายของไทยในการแก้ปัญหาทุจริตทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคล มีเนื้อหาดังนี้
การที่กรมการปกครองและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกมายกหูโทรศัพท์เตือนและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อ “ปัญหาการทุจริตทางทะเบียนราษฎร การสวมสิทธิ และการใช้สถานะบุคคลโดยมิชอบ” ไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องในฐานข้อมูลประชากรธรรมดาๆ แต่เป็นรอยรั่วขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนสีเทา ขบวนการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมในปัจจุบัน ภัยเงียบเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของระบบราชการในการชุบตัวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มหาศาล
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างสมดุลระหว่าง “การรักษาความมั่นคงของรัฐ” กับ “การคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับสัญชาติอย่างแท้จริง” มิฉะนั้น ความพยายามในการวิ่งไล่จับ “คนปลอม” อาจกลายเป็นการสร้างกำแพงสูงลิ่วที่ปิดกั้นและทำลายโอกาสของ “คนจริง” ที่รอคอยความหวังในการรับรองสถานะและสัญชาติไทยมาทั้งชีวิต
ปัญหาทุจริตมีอยู่จริง และเป็นขบวนการฝังรากลึก
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า การทุจริตเชิงระบบในประเทศไทยมีอยู่จริงและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่มีอัตราการเคลื่อนย้ายประชากรสูง กลโกงที่พบในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบและพัฒนาไปไกลมาก เช่น:
- การแจ้งเกิดเท็จ: การใช้เอกสารรับรองการเกิดปลอม
- การเพิ่มชื่อในทะเบียนประวัติ: โดยอาศัยพยานบุคคลที่เป็นเท็จ
- การย้ายชื่อผี: การขนชื่อบุคคลเข้าทะเบียนบ้านโดยไม่มีการอยู่อาศัยจริงเพื่อปูทางทำบัตร
- การสวมสิทธิคนตาย: นำชื่อของผู้เสียชีวิตมารีไซเคิลให้คนต่างด้าวสวมตัวทำบัตรประชาชนแทน
- การแต่งงานอำพราง: จดทะเบียนสมรสปลอมๆ เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ หลายคดีสะท้อนชัดเจนว่านี่คือ “ขบวนการอาชญากรรม” ที่ประกอบด้วย นายหน้า เครือข่ายทุจริต และที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ที่ร่วมมือเปิดประตูบ้านให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาสวมสิทธิ ดังนั้น ความพยายามของภาครัฐในการยกระดับระบบตรวจสอบ ปรับปรุงข้อกฎหมาย และนำเทคโนโลยีมาใช้ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง
แต่อย่าทำให้ “คนไร้รัฐ” กลายเป็น “ผู้ต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ”
สิ่งที่เป็นดาบสองคมและต้องพึงระวังเป็นที่สุด คือการนำประเด็นการแก้ปัญหาสถานะบุคคลไปผูกติดกับภาพจำของ “อาชญากรรมข้ามชาติ” จนเกินไป เพราะอาจทำให้สังคมเกิดทัศนคติที่ตีตรา (Stigma) มองชนกลุ่มน้อยหรือบุคคลไร้รัฐ 4.8 แสนคนว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งหมด
“การขาดเอกสาร ไม่ใช่หลักฐานของความไม่สุจริต เสมอไป… เช่นเดียวกับการมีเอกสารครบถ้วน ก็ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย”
ในความเป็นจริง พี่น้องไร้รัฐจำนวนมากเป็นคนที่เกิด เติบโต เรียนหนังสือ ทำงาน และเสียภาษีขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปี มีความผูกพันเป็นเนื้อเดียวกับสังคมไทย แต่เพียงแค่ขาดโอกาสและติดขัดในขั้นตอนทางทะเบียน โจทย์สำคัญของรัฐจึงไม่ใช่การตั้งแง่สงสัยทุกคนที่ไม่มีเอกสาร แต่คือ “การสร้างระบบกรองที่แม่นยำ” เพื่อแยกแยะ “คนจริง” ออกจาก “คนปลอม” ให้ได้อย่างเป็นธรรม
ความรวดเร็วไม่ใช่ปัญหา หากมีระบบ “สุ่มตรวจย้อนหลัง” ที่ดี
ข้อกังวลที่ว่า นโยบายเร่งรัดตัดเวลาพิจารณาสถานะบุคคลจากเดิม 270 วัน ให้เหลือเพียง 5 วัน อาจทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่ทันและเกิดข้อผิดพลาดนั้น เป็นข้อกังวลที่มีเหตุผล แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีต ระบบเดิมที่ใช้เวลาเกือบปีก็ใช่ว่าจะไม่มีการทุจริต ซ้ำร้ายยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความล่าช้า การ “ดองเรื่อง” และกลายเป็นช่องทางให้เกิดการเรียกรับส่วยหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเลื่อนคิว
คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเอา “เร็ว” หรือ “ช้า” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้เร็วและตรวจสอบได้ในเวลาเดียวกัน?”
ในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง มักใช้แนวทาง “อนุมัติล่วงหน้าด้วยหลักฐานเบื้องต้นที่เพียงพอ (Fast-track approval) แล้วตามด้วยระบบสุ่มตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น (Intensive Post-Audit)” หากตรวจพบภายหลังว่าเป็นการทุจริตหรือให้ข้อมูลเท็จ รัฐจะทำการเพิกถอนสิทธิทันทีและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด วิธีนี้จะช่วยปลดล็อกความล่าช้าทางมนุษยธรรม โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย
เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แนวคิดการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ตรวจสแกนความผิดปกติ การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ DNA หรือแผนในอนาคตอย่างการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตา (Iris Recognition) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าชื่นชมในการช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงตัวตน
แต่ต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ยาวิเศษ หากเราจะพึ่งพาระบบข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ขั้นสูงเหล่านี้ รัฐต้องตอบคำถามสำคัญเรื่องความปลอดภัยให้ได้ก่อน:
ใครจะเป็นผู้เก็บรักษาและเข้าถึงข้อมูลที่อ่อนไหวสูงเหล่านี้?
มีมาตรการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลอย่างไร? (เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เอาข้อมูลม่านตาหรือ DNA ไปใช้ต่อ)
มีกรอบกฎหมายป้องกันไม่ให้ภาครัฐนำข้อมูลไปใช้เกินวัตถุประสงค์จนละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่?
ปัญหาอยู่ที่ “ระบบ” ไม่ใช่เฉพาะ “ตัวบุคคล”
บทเรียนจากทุกคดีทุจริตทะเบียนราษฎรชี้เป้าไปที่จุดเดียวกัน: ไม่มีคนนอกคนไหนสวมสิทธิบัตรประชาชนได้สำเร็จ หากไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในคอยกดอนุมัติระบบ ดังนั้น การมุ่งตรวจสอบและจับผิดประชาชนเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เคยได้ผลยั่งยืน สิ่งที่รัฐต้องรื้อโครงสร้างใหม่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้โปร่งใส:
1.Traceability: บันทึกข้อมูลการแก้ไขและอนุมัติทะเบียนทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ชนิดที่ว่ารู้ว่าใคร กดเวลาไหน จากคอมพิวเตอร์เครื่องไหน และต้องตรวจย้อนหลังได้ตลอดไป
2.Early Warning System: มีระบบ AI ตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติอัตโนมัติ เช่น หากพบบ้านหลังหนึ่งมีการย้ายชื่อบุคคลภายนอกเข้าเป็นจำนวนมากผิดปกติ หรือมีการอนุมัติบัตรในพื้นที่เสี่ยงสูงเกินโควตาต่อวัน ระบบต้องล็อกและส่งสัญญาณเตือนทันที
3. Transparency & Whistleblower: มีการเปิดเผยสถิติการอนุมัติ การเพิกถอน และมีระบบคุ้มครองเจ้าหน้าที่น้ำดีที่กล้าแจ้งเบาะแสการทุจริตภายในหน่วยงาน
จาก “ระบบที่เชื่อดุลพินิจเจ้าหน้าที่” สู่ “ระบบที่เชื่อโยงข้อมูลเชิงประจักษ์”
ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกที่ยั่งยืนและประหยัดที่สุดอาจไม่ใช่การซื้อเทคโนโลยีราคาแพงลิบลิ่ว หรือการออกกฎหมายมาบีบคั้นเพิ่มขั้นตอนเอกสารให้ยุ่งยากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ของระบบราชการ จากระบบที่พึ่งพา “ดุลพินิจและพยานบุคคล” ไปสู่ “ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven System)”
ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญคือหน่วยงานของรัฐไทยต่างคนต่างทำ (Data Silo) ระบบไบโอเมตริกของ สตม. กรมการปกครอง และฐานข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชน/สาธารณสุขยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ หากรัฐสามารถบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษา ประวัติการรักษาพยาบาล การฉีดวัคซีน การทำงาน และการเสียภาษีเข้าด้วยกัน ข้อมูลเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “รอยเท้าดิจิทัล” ที่ยืนยันตัวตนและประวัติของ “คนจริง” ได้อย่างแน่นหนา โดยไม่ต้องพึ่งพาพยานบุคคลหน้าเดิมๆ ที่พร้อมจะรับเงินเพื่อสวมสิทธิให้ใครก็ได้อีกต่อไป
บทสรุป: รักษาความมั่นคงควบคู่กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ภารกิจสกัดกั้นขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและการสวมสิทธิบัตรประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องเดินหน้าชนอย่างเด็ดขาดและจริงจังเพื่อปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลและความปลอดภัยของสังคมไทย
แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐต้องแยกแยะให้ชัดเจนและไม่ทำให้ผู้มีสิทธิจริงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย โจทย์ที่แท้จริงของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างระบบมาเพื่อ “ป้องกันคนปลอม” แต่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมทางนโยบายและระบบข้อมูลที่สามารถ “รับรองคนจริง” ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด เมื่อใดที่ระบบราชการไทยทำสองสิ่งนี้ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้ เมื่อนั้น “ความมั่นคงของประเทศ” และ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน” ก็จะได้รับการคุ้มครองอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันโดยไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ในเงามืดอีกต่อไป
ที่มา : thaipost.net / เผยแพร่วันที่ 8 มิ.ย.69
Link : https://www.thaipost.net/x-cite-news/1007456/







