![]()
ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ แต่ความท้าทายที่ตามมาคือภัยคุกคามไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีผ่าน “อัตลักษณ์” (Identity) ที่ขยายตัวจนเกินควบคุมจากการใช้ AI และระบบคลาวด์ ขณะที่ไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ ติดโผกลุ่มเสี่ยงสูงสุดของโลก
การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอาเซียนส่งผลให้ “พื้นผิวการโจมตีด้านอัตลักษณ์” (Identity Attack Surface) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากรายงาน 2025 X-Force Threat Intelligence Index ระบุว่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเกาหลีใต้ คือเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ในระดับโลก สะท้อนให้เห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
‘อัตลักษณ์’ ศูนย์กลางใหม่ของการควบคุมความปลอดภัย
ในปัจจุบัน “อัตลักษณ์” ไม่ได้หมายถึงแค่พนักงานในองค์กร แต่รวมถึงบัญชีบริการ (Service Accounts), คีย์ API และเอเจนต์ AI (AI Agents) ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่นอกการกำกับดูแลของระบบบริหารจัดการสิทธิ์แบบดั้งเดิม (IAM) อัตลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ (Hidden Identities) เหล่านี้กลายเป็นจุดบอดสำคัญ เพราะผู้โจมตีมักใช้ข้อมูลรับรองที่ถูกต้องและการตั้งค่าที่ผิดพลาด (Misconfigurations) ในการเข้าถึงระบบ ทำให้การตรวจจับทำได้ยากกว่าการใช้มัลแวร์ทั่วไป
แรงกดดันด้านกฎหมายไซเบอร์ในอาเซียน
องค์กรในภูมิภาคยังต้องเผชิญกับเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น:
- เวียดนาม: กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2026
- บรูไน: ประกาศใช้ Personal Data Protection Order เน้นความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ
- เมียนมา: กฎหมาย Cybersecurity Law No. 1/2025 กำหนดบทลงโทษชัดเจนหากควบคุมการเข้าถึงข้อมูลไม่รัดกุม
ยกระดับจาก ‘การมองเห็น’ สู่ ‘ความปลอดภัยเชิงรุก’
ผลการศึกษาพบว่ามีเพียง 37% ขององค์กรในอาเซียนที่พร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI เช่น Deepfakes หรืออัตลักษณ์สังเคราะห์ ดังนั้น องค์กรจึงต้องปรับกลยุทธ์ผ่าน 3 แกนหลัก:
- ISPM (Identity Security Posture Management): การประเมินสถานะความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการตั้งค่าที่ผิดพลาดและจำกัดสิทธิ์ให้เหลือเท่าที่จำเป็น (Least Privilege)
- ITDR (Identity Threat Detection and Response): การวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ เช่น การยกระดับสิทธิ์ที่น่าสงสัย
- Unification: การรวมศูนย์ข้อมูลอัตลักษณ์ทุกประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อปิดช่องว่างระหว่างระบบที่เคยแยกส่วน
ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่คาดว่าจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 ความยืดหยุ่นทางดิจิทัล (Digital Resilience) จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถเปลี่ยนการบริหารจัดการอัตลักษณ์จากการ “ควบคุมตามรอบ” มาเป็นการ “เฝ้าระวังเชิงรุก” ที่สอดคล้องกับความเสี่ยงในปัจจุบัน
ที่มา : biztalknews.com / เผยแพร่วันที่ 8 พ.ค.69
Link : https://www.biztalknews.com/…/asean-identity-security-resilience-2026







