![]()
จีนเทาหรือจะสู้ข้าราชการเทา! บอกตรงๆ หลังจากที่ได้เห็นข่าวใหญ่สะเทือนแวดวงความมั่นคงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรอย่างอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำธรรมดาๆ บนถนนเมืองชลบุรี กลับกลายเป็นจุดพีกที่นำไปสู่การขยายผลเปิดปฏิบัติการบุกทลาย ‘คลังแสงย่อมๆ’ กลางเมืองพัทยา
โดยมีตัวละครหลักคือ ‘หมิงเฉิน ซัน’ หนุ่มทุนเทาชาวจีนที่ใช้หนังสือเดินทางหลายเล่มบังหน้า
และที่เจ็บจี๊ดไปกว่านั้นคือ เขากำลังใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเตรียมฟอกตัว จนเกือบจะได้ถือสัญชาติไทยในอนาคตอยู่อย่างรอมร่อ ถ้าไม่บังเอิญมาเกิดอุบัติเหตุจนความแตกโดนรวบตัวไปเสียก่อน
เราต้องยอมรับความจริงกันตรงๆ ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่อง ‘งามหน้า’ ทำนองนี้ขึ้น
และวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความเหิมเกริมของ ‘จีนเทา’ อีกต่อไปแล้ว แต่คือเรื่องของ ‘ข้าราชการเทา’ ที่กลายเป็นรากเหง้าแห่งความเน่าเฟะในระบบความมั่นคงของประเทศไทย
ภาพของอาวุธสงครามนานาชนิดและระเบิดซีโฟร์ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะแถลงข่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกให้สังคมว่า เมืองไทยวันนี้กลายเป็นดงมาเฟียข้ามชาติไปตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ในอีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกบานใหญ่ ที่สะท้อนและเปิดโปงความวิปริตของกลไกรัฐไทยแบบ ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’
ประเด็นที่ชวนให้ตั้งคำถามตัวโตๆ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าคนต่างชาติสะสมอาวุธสงครามร้ายแรงขนาดนี้กลางเมืองท่องเที่ยวได้อย่างไร
แต่คือข้อเท็จจริงที่พบว่า อาวุธปืนหลายกระบอกในคลังแสงแห่งนี้ ‘ถูกซื้อต่อมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ’
มิหนำซ้ำยังมี ‘ทหารบางนาย’ คอยทำหน้าที่เป็นนายหน้าวิ่งเต้นจัดหาให้อีกด้วย
การที่บุคลากรในเครื่องแบบยอมจำนนต่ออำนาจเงินสกปรก เปลี่ยนบทบาทจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และรั้วของชาติไปเป็นซัพพลายเออร์ส่งมอบอาวุธให้แก๊งอาชญากรข้ามชาติแบบนี้
ถือเป็นการทำลายความมั่นคงจากภายในที่อันตรายยิ่งกว่าศัตรูที่เรามองเห็นแบบเป็นๆ ตามชายแดนอีก
ไม่ได้มีแค่นั้น กระบวนการฟอกตัวของเครือข่ายนี้ยังสะท้อนช่องโหว่ขนาดมหึมาของระบบทะเบียนราษฎรไทย
เมื่อพบว่าหนุ่มจีนรายนี้มีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) โดยพบว่ามีที่อยู่ปัจจุบันที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ โดยมีประวัติย้ายที่อยู่มาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ซึ่งเมื่อร้อยเรียงจิ๊กซอว์เข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่ากระบวนการทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มี ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ ทั้งในซีกฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง คอยรู้เห็นเป็นใจและเปิดประตูหลังบ้านต้อนรับคนเทาๆ แบบนี้เข้ามาในประเทศของเรา
ความหละหลวมและช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ปล่อยให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาฝังรากลึกถึงขนาดที่สะสมอาวุธสงครามร้ายแรงได้แบบนี้เท่านั้น
แต่ยังสร้างข้อกังขาต่อประสิทธิภาพของหน่วยงานข่าวกรองและกลไกความมั่นคงของหน่วยงานไทย
ประเด็นนี้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Politics เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2569
โดยระบุว่า การที่บุคคลระดับนี้เข้ามาเก็บสะสมอาวุธได้โดยที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้เรื่องเลยนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
พร้อมกับตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
“ตกใจมากว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วถ้าเกิดขึ้นเนี่ย แสดงว่าพัฒนาการด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งทางความมั่นคง ไม่ได้มีการพัฒนาการเลย”
นอกจากนี้ อดีตเลขาฯ สมช.ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบงานข่าวกรองของไทยในปัจจุบัน ที่กลายเป็นการทำงานแบบ ‘การข่าวเชิงรับ’ คือต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียก่อน เจ้าหน้าที่ถึงจะไปเจอตัวผู้กระทำผิดและขยายผลได้
ทั้งที่ในความเป็นจริง งานความมั่นคงนั้นต้องเป็น ‘การข่าวเชิงรุก’ ที่เน้นการป้องกันและป้องปราม เมื่อพบพฤติกรรมน่าสงสัย ตั้งแต่เส้นทางการเงิน การเดินทาง หรือการเข้ามาหาซื้ออาวุธ
และถ้าเป็นตามข่าวจริงที่มีการไปฝึกอบรมการใช้อาวุธกับทางเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่รัฐที่มีสำนึกความมั่นคงย่อมต้องรู้ทันทีว่านี่คือสัญญาณของสิ่งผิดกฎหมาย และต้องเกาะติดพฤติกรรมเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น
การปล่อยปละละเลยจนบานปลายแบบนี้ สะท้อนชัดเจนว่างานนี้ ‘เครื่องมือก็มีปัญหา เจ้าหน้าที่ก็มีปัญหาแน่ๆ’
“ณ ตอนนี้สิ่งที่เราต้องพึงระวังพอเกิดสงครามตะวันออกกลาง ตามทฤษฎีเลยเมื่อเกิดสงครามอสมมาตรที่กองกำลังไม่เท่ากันแตกต่างกันมากก็จะต้องขยายผลมาจบลงด้วยสงครามก่อการร้าย และคำว่าก่อการร้ายนี่ไม่ใช่ปฏิบัติการในประเทศจะรวมถึงปฏิบัติการนอกประเทศที่เป็นเป้าหมายที่เป็นคู่ปรปักษ์กัน”
“ฉะนั้น ปัจจุบันไม่ว่าชาวอิหร่าน ชาวอิสราเอล ชาวสหรัฐ ที่อยู่ในไทย เราต้องให้ความ สำคัญหมดในการระมัดระวังป้องกัน เพราะเป็นโอกาสที่จะเกิดเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายได้”
คือสิ่งที่ พล.ท.ภราดรย้ำถึงความสำคัญของการทำงานข่าวแบบเชิงรุกที่ต้องไม่รอให้เกิดเหตุก่อน
และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ากรณีของ ‘หมิงเฉิน ซัน’ นั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาทั้งหมดที่โผล่พ้นน้ำมาให้เห็นเท่านั้น
เพราะวิกฤตความเน่าเฟะที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดวงความเสียหายอยู่แค่ในชลบุรีหรือเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
แต่หากกวาดสายตาไปดูพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น อ.ปาย แม่ฮ่องสอน พัทยา เกาะพะงัน หรือเกาะสมุย แทบทั้งหมดล้วนมีรอยแผลที่เกิดจากต้นตอเดียวกัน
นั่นคือข้าราชการที่เห็นแก่ได้ และคนไทยบางกลุ่มที่ยอมก้มหัวเป็นนอมินี เปิดช่องว่างให้ทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจผูกขาด แย่งอาชีพคนท้องถิ่น และกร่างถึงขั้นตั้งเป็นกลุ่มอิทธิพลทำตัวเหนือกฎหมาย
ซึ่งเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็หนีไม่พ้นที่คำถามและแรงกระแทกจะพุ่งตรงไปที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าอย่างจัง ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรงและเป็นคนที่นั่งเก้าอี้ มท.1 คุมกระทรวงมหาดไทยมายาวนาน
งานนี้จะปัดความรับผิดชอบหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้เด็ดขาด เพราะในเมื่อกลไกของกระทรวงมหาดไทยคือหัวใจหลักที่คุมระบบทะเบียนราษฎรและการปกครองส่วนภูมิภาคแบบเบ็ดเสร็จแบบที่นักวิชาการเขาชอบเรียก ‘รัฐราชการ’ การที่ทุนเทาต่างชาติสามารถใช้ช่องโหว่มุดเข้ามาถือครองบัตรชมพู ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านข้ามจังหวัด และกร่างทำตัวเป็นมาเฟียคุมพื้นที่ได้แบบลอยนวล ก็คือความล้มเหลวของระบบอำเภอและจังหวัดโดยตรง
เพราะต้องไม่ลืมว่ามหาดไทยตั้งแต่ระดับรากหญ้าอย่าง ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน ไล่ขึ้นมาจนถึงนายอำเภอ ล้วนมีหน้าที่สอดส่องและกรองคนเข้าพื้นที่
ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับปฏิบัติการไม่เปิดไฟเขียว แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือรับส่วยเบิกทาง มีหรือที่ขบวนการเทาๆ พวกนี้จะแทรกซึมเข้ามาฝังรากจนซุกคลังแสงได้ถึงขนาดนี้ก็ลองถามใจท่านๆ ดู
โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอนุทินเวลานี้ คือต้องเลิกเกียร์ว่างและหันมาสังคายนานโยบายเปิดรับต่างชาติอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะมาตรการเปิดประตูอ้าซ่าอย่าง ‘ฟรีวีซ่า’ (Free Visa) ที่มุ่งแต่จะเอาตัวเลขนักท่องเที่ยวและกอบโกยเม็ดเงินระยะสั้น จนละเลยระบบคัดกรองความมั่นคง
การเปิดบ้านโดยไม่มีตะแกรงร่อนที่ดีพอ ย่อมกลายเป็นการปูพรมแดงให้ขบวนการสีเทาและแก๊งอาชญากร แฝงตัวเข้ามาใช้แผ่นดินไทยเป็นฐานปฏิบัติการได้อย่างสะดวกสบาย
จริงอยู่ที่ช่วงที่ผ่านมาเราก็เริ่มเห็นลีลาการขยับตัวของเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่กวาดล้างและจัดระเบียบพวกต่างชาติกร่าง ทั้งที่เกาะพะงันและภูเก็ต
แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ปฏิบัติการแอ๊กชั่นออกหน้าสื่อเหล่านี้เป็นเพียงคอนเทนต์ตามสไตล์ละครคุณธรรมเพื่อลดกระแสสังคมของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการด่าหรือไม่
เพราะหากรัฐบาลยังคงล้มเหลวในการปกป้องอธิปไตยภายในประเทศ และปล่อยให้ขบวนการสีเทาเดินชนไหล่ข้าราชการไทยได้อย่างเปิดเผย
ประชาชนก็คงหมดคำถามว่า เราจะมีรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเอาไว้ทำไม?
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ / วันที่เผยแพร่ 15 พฤษภาคม 2569
Link https://www.matichon.co.th/weekly/deep/internal/article_895650







