![]()

ภายในปี 2571 องค์กรที่ใช้ ข้อมูล นำทาง จะป้องกันภัยไซเบอร์ได้ดีกว่าคนอื่นถึง 50%” การ์ทเนอร์แนะ อย่าปล่อยให้ระบบรักษาความปลอดภัย กลายเป็นแผนงานที่กระจัดกระจาย ชี้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็น อาวุธเชิงรุก ด้วย AI ก่อนที่ธุรกิจจะกลายเป็นรายชื่อถัดไปในข่าวการถูกเจาะระบบ
ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เรามักได้ยินข่าวองค์กรยักษ์ใหญ่ถูกเจาะระบบอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่องค์กรเหล่านั้นทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ความย้อนแย้งนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า “การจ่ายเงินมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยขึ้นเสมอไป” คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรคือช่องโหว่ที่เงินก็ถมไม่เต็ม? คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ล้าสมัย แต่เป็นเรื่องของ “การขาดข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ” ในการตัดสินใจ
ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิมมาก ในขณะที่ปริมาณข้อมูลในองค์กรก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทีมรักษาความปลอดภัยกำลังเผชิญกับสภาวะ “ข้อมูลท่วมท้น” จนยากจะแยกแยะว่าตรงไหนคือความเสี่ยงจริง และตรงไหนคือสัญญาณรบกวน นอกจากต้องคอยระวังหลังแล้ว พวกเขายังต้องแบกรับความกดดันในการตอบคำถามผู้บริหารให้ได้ว่า “เงินที่จ่ายไปหลายล้านนั้น คุ้มค่าแค่ไหน?” นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิดแบบเดิมเริ่มไปต่อไม่ได้
เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ องค์กรยุคใหม่จึงหันมาใช้สิ่งที่เรียกว่า Cybersecurity Business Intelligence (CSBI) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลที่จะเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลที่องค์กรเก็บไว้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประวัติการล็อกอิน, ช่องโหว่ของระบบ หรือพฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูล มาวิเคราะห์ใหม่จนเกิดเป็น “ข้อมูลอัจฉริยะ” แทนที่จะวิ่งไล่ปิดรูรั่วแบบไร้ทิศทาง CSBI จะช่วยให้ผู้นำองค์กรเห็นภาพชัดเจนว่าจุดอ่อนที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ควรจะวางแผนกำลังคนอย่างไร หรือแม้แต่ตัดสินใจได้ว่าการลงทุนครั้งต่อไปควรจะเน้นไปที่การฝึกอบรมพนักงาน หรือการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ใหม่กันแน่
ความล้ำสมัยของ CSBI ยังถูกยกระดับด้วยการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูล แทนที่จะต้องมานั่งดูตัวเลขในตารางที่เข้าใจยาก AI สามารถสรุปทุกอย่างออกมาเป็นภาพรวมที่แม่นยำเพียงภาพเดียว ช่วยให้เราเห็น “ตัวชี้วัดความสำเร็จ” ที่จับต้องได้จริง เช่น ระยะเวลาในการตรวจจับภัยคุกคามที่สั้นลง หรือการลดโอกาสเกิดความเสียหายร้ายแรงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ความจริงที่น่าสนใจคือ แฮ็กเกอร์ทั่วโลกไม่ได้โจมตีเราทุกคนด้วยวิธีที่ต่างกันไปหมด ส่วนใหญ่พวกเขามักใช้รูปแบบซ้ำ ๆ เช่น การเจาะผ่านชื่อผู้ใช้งานหรือรหัสผ่าน (Identity Abuse)
การมี CSBI จะช่วยให้องค์กรไม่ต้องเตรียมรับมือกับศัตรูทั่วโลกแบบเหวี่ยงแห แต่ช่วยให้ระบุได้ว่า “ใครคือศัตรูที่จ้องจะเล่นงานเราจริง ๆ” และพวกเขามีวิธีการอย่างไร เมื่อเรารู้พฤติกรรมและแรงจูงใจของศัตรู เราก็จะสามารถจัดลำดับความสำคัญในการป้องกันได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเสียทรัพยากรไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น เครก ลอว์สัน รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ ได้คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2571 องค์กรที่นำ CSBI มาใช้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชิงรุกดีกว่าที่อื่นถึง 50% ในขณะที่องค์กรที่ยังตั้งรับแบบเดิม ๆ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ
ท้ายที่สุดแล้ว การปรับมาใช้แนวคิด CSBI คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ Cybersecurity จากเดิมที่เป็นเพียง “หน่วยงานที่เอาแต่จ่ายเงิน” ให้กลายเป็น “กลยุทธ์สำคัญของธุรกิจ” ที่สามารถโชว์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ในโลกไซเบอร์ที่เต็มไปด้วยอันตราย การมี “งบประมาณ” อาจทำให้คุณมีโล่ที่หนาขึ้น แต่การมี “ข้อมูลที่เฉลียวฉลาด” จะทำให้รู้ว่าควรจะถือโล่ไว้ตรงไหนเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ที่มา : moneyandbanking / เผยแพร่วันที่ 15 เม.ย.69
Link : https://www.moneyandbanking.co.th/2026/237352/






