![]()
KEY POINTS
- อีเมลเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้องค์กรในประเทศไทยเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164%
- ราคาของการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงมาก การถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวอาจเพียงพอที่จะทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า
- การให้ความสำคัญกับอธิปไตยของข้อมูลจะช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA, ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่น
- การสร้างวัฒนธรรมการเฝ้าระวังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปลี่ยนบุคลากรซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุดให้กลายเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่มีประสิทธิภาพ
ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางดิจิทัลที่รุนแรงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของเช็ค พอยท์ รีเสิร์ท พบว่า องค์กรในประเทศไทยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ย 3,201 ครั้งต่อสัปดาห์ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164% จะเห็นได้ว่า อีเมลเป็นช่องโหว่สำคัญที่มักจะถูกผู้โจมตีใช้เจาะระบบ ด้วยอีเมลคือเส้นเลือดใหญ่ของการดำเนินธุรกิจ ทำหน้าที่สื่อสาร ติดต่อลูกค้า ประสานงานซัพพลายเออร์ และยังใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน
จาก ‘อีเมล’ สู่ ‘ความเสี่ยงองค์กร’ โจทย์ใหญ่ธุรกิจไทยยุคไซเบอร์แอนโทนี แชดด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ บริษัท ซิมบรา (Zimbra) กล่าวว่า เพื่อปกป้องการดำเนินงานภายใต้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่เข้มงวดมากขึ้น เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องมองอีเมลเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ป้องกันภัยทางดิจิทัล เพราะราคาของการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงมาก การถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวอาจเพียงพอที่จะทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า นำมาซึ่งบทลงโทษทางกฎหมาย และกระทบกระแสเงินสดของธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยอัตรากำไรที่บางอยู่แล้ว
อีเมล ‘จุดตาย’ เอสเอ็มอีไทย
ซิมบราระบุว่า เพื่อการเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยอีเมลและสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะยาวต้องมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทำให้ความปลอดภัยเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่ต้น : เอสเอ็มอีมักมีทรัพยากรจำกัด และความปลอดภัยไซเบอร์มักถูกเบียดให้กลายเป็นเรื่องรอง ตามหลังงานประจำวันอย่างการจัดการสต็อกและบริการลูกค้า เจ้าของธุรกิจมักต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบไอทีด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องมือความปลอดภัยที่ซับซ้อนหรือกระจัดกระจายทำงานยากและสร้างภาระ ส่งผลให้การอัปเดตซอฟต์แวร์ล่าช้า การติดตั้งแพตช์ถูกมองข้าม และเกิดช่องโหว่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที
ทางออกที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีระบบความปลอดภัยระดับสูงฝังมาในตัวตั้งแต่แรก โดยเฉพาะโครงสร้างแบบ open-core ที่รวมการป้องกันหลักไว้กับการอัปเดตอัตโนมัติและความยืดหยุ่นในการปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญหรือทีมงานเพิ่มเติม นำระบบป้องกันอัตโนมัติที่ทรงพลังมาใช้งาน : การกรองอีเมลแบบพื้นฐานไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามที่มีต้นทุนสูง เช่น การหลอกลวงผ่านอีเมล (Business Email Compromise:BEC) การโจมตีประเภทนี้มักใช้การแอบอ้างและวิศวกรรมสังคม ซึ่งสามารถก่อความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างรุนแรง หน่วยงานของไทยประมาณการว่าปัจจุบันประเทศสูญเสียเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ประมาณ 70 ล้านบาทต่อวัน
เอสเอ็มอีจำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่ทำงานอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพ และดูแลรักษาได้ไม่ยาก การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัยที่บังคับใช้กับทุกบัญชี เป็นการเพิ่มชั้นป้องกันที่สำคัญด้วยรหัสที่จำกัดเวลาใช้ ซึ่งการโจมตีอัตโนมัติยากจะก้าวข้ามไปได้ เมื่อนำมาผสานกับการกรองข้อความอัจฉริยะ การตรวจสอบผู้ส่ง และการวิเคราะห์พฤติกรรม การป้องกันแบบหลายชั้นนี้จะทำงานต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นก็ลดภาระของทีมงานที่มีอยู่อย่างจำกัด ผลลัพธ์คือไม่เพียงลดจำนวนการโจมตีที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังช่วยให้ เอสเอ็มอี โฟกัสกับการดูแลลูกค้าแทนที่จะต้องวิ่งไล่ดับไฟภัยคุกคามตลอดเวลา
เร่งสร้าง ’อธิปไตยข้อมูล’
สร้างความเชื่อมั่นด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายและอธิปไตยของข้อมูล : แม้ประเด็นอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) มักถูกมองว่าเป็นความกังวลของบริษัทขนาดใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ แต่สำหรับเอสเอ็มอีไทยแล้ว เรื่องนี้สำคัญไม่แพ้กัน ธุรกิจต่าง ๆ ล้วนจัดการข้อมูลลูกค้าที่ละเอียดอ่อนทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการจอง ข้อมูลการชำระเงิน ความชื่นชอบส่วนตัว หรือที่อยู่จัดส่ง หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ธุรกิจจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของต่างประเทศและอาจถูกขอเข้าถึงข้อมูลนอกเขตอำนาจไทย ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ลูกค้าเสียความเชื่อมั่น แพลตฟอร์มที่รองรับการติดตั้งแบบไฮบริดหรือ on-premises จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ในตลาดที่ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้นและการบังคับใช้ PDPA มีให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ความสามารถนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน วันนี้การเก็บข้อมูลไว้ในประเทศไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นวิธีปฏิบัติที่ช่วยปกป้องชื่อเสียงและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
สร้างวัฒนธรรม ‘เฝ้าระวัง’
สร้างวัฒนธรรมการเฝ้าระวัง : ขณะที่เทคโนโลยีเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่พนักงานก็ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สุดเสมอ อาชญากรไซเบอร์เล็งเป้าที่วิจารณญาณของมนุษย์ผ่านการโจมตีแบบฟิชชิง ดีพเฟค และการปลอมตัวที่ซับซ้อน ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้เข้ากับภาษาไทยและบริบทธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ โปรแกรมฝึกอบรมที่เจาะจงและตรงกับภัยคุกคามจริงในธุรกิจไทย จะช่วยให้พนักงานสามารถรับรู้และรายงานการสื่อสารที่น่าสงสัยได้ การอบรมแบบสั้น ๆ ให้บ่อยครั้ง และน่าสนใจ จะเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็นแนวป้องกันชั้นแรกที่มีประสิทธิภาพ เมื่อรวมกับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ใช้งานง่าย มนุษย์เราจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้กลยุทธ์ป้องกันสมบูรณ์และยากที่ผู้โจมตีจะเจาะทะลุได้ ความเชื่อมั่นและชื่อเสียงของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทีมงานที่ได้รับข้อมูลและเฝ้าระวังดี จะเป็นปัจจัยกำหนดความแตกต่างระหว่างการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ กับการเผชิญกับการรั่วไหลของข้อมูลที่สร้างความเสียหายรุนแรง
ที่มา : bangkokbiznews / เผยแพร่วันที่ 21 เม.ย.69
Link : https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1230355







