![]()
กรมวิทย์ แจ้ง โควิด BA.3.2 ยังไม่พบ เข้าไทย แต่ทั่วโลกเจอแล้ว 5-8% ไม่พบข้อมูล-หลักฐาน เกิดอาการรุนแรง ไม่ประมาท เฝ้าระวังใกล้ชิด
29 มี.ค. 69 – ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าว ได้รับการจัดประเภทเป็น “สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน
จากข้อมูลทางวิชาการ ระบุว่า สายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรม บริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบส ขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่า สายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 5-8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลัก ที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป
ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ ยังไม่พบหลักฐานว่า ทำให้เกิดอาการรุนแรง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน สำหรับ ประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข เน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า ทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ การฉีดวัคซีน การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยงดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการ เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป
ที่มา : khaosod / เผยแพร่วันที่ 29 มี.ค.69
Link : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10189956







