![]()
กองทัพกับการเมือง
วิบากกรรมของผู้นำฟิลิปปินส์
เมื่อ 21 กันยายนที่ผ่านมา เกิดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นที่ฟิลิปปินส์ ทั้งที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงมะนิลาและอีกหลายเมือง และลงเอยด้วยเหตุการณ์รุนแรง ถึงขั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ก่อนหน้าการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ดังกล่าว เกิดข่าวสะพัดไปทั่วว่า กองทัพจะก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากมือประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่มีรายงานข่าวหลายกระแสยืนยันตรงกันว่า เกิดความไม่พอใจต่อตัวประธานาธิบดีขึ้นจริงๆ ถึงแม้จะไม่ใช่จากบรรดาผู้นำในกองทัพ แต่เป็นจากกลุ่มนายพลเกษียณอายุ ที่รวมตัวกันกดดันและเรียกร้องให้ผู้นำกองทัพที่อยู่ในตำแหน่ง ถอนการสนับสนุนรัฐบาลมาร์กอส จูเนียร์ กันขึ้นจริงๆ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ
หนึ่งคือ ข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลนำเงินงบประมาณหลายพันล้านเปโซ ไปละเลงอย่างไร้ประสิทธิภาพกับโครงการควบคุมน้ำท่วม
อีกหนึ่งก็คือ การที่รัฐบาลนำเสนอกฎหมายเปลี่ยนแปลงระบบบำเหน็จบำนาญ ซึ่งว่ากันว่า ทำให้บรรดานายทหารที่เกษียณอายุตกอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าพลเรือนทั่วไปด้วยซ้ำไป
แหล่งข่าววงในของกองทัพระบุว่า การดำเนินการลุกฮือขึ้นต่อต้านมาร์กอสครั้งนี้ แม้จะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง ผลักดันโดยกลุ่มนายพลเกษียณจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เคยเป็นพวกเดียวกันกับ โรดริโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดี พยายามกดดันให้ผู้นำของกองทัพที่อยู่ในตำแหน่งในขณะนี้หันไปเผชิญหน้า ต่อต้านมาร์กอส
หนึ่งในผู้นำของขบวนการ “อดีตนายพล” ครั้งนี้ คือ พล.อ.ต.โรเมโอ โพควิซ นายพลเกษียณจากกองทัพอากาศ ที่ “ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มดูแตร์เต” ได้เดินทางไปพบ พล.อ.โรเมโอ บราวเนอร์ จูเนียร์ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหารคนปัจจุบัน เพื่อโน้มน้าวให้รวมตัวกับนายทหารระดับผู้บัญชาการคนอื่นๆ เลิกสนับสนุนมาร์กอส แต่ได้รับการปฏิเสธในที่สุด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการชุมนุมประท้วงเมื่อ 21 กันยายน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ทริลเลียน เปโซ มาร์ช” ซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อประท้วงต่อการคอร์รัปชั่นในโครงการป้องกันน้ำท่วม และสามารถเรียกผู้คนออกมาชุมนุมได้เป็นเรือนแสน
หลังเหตุการณ์ นายทหารระดับสูงผู้หนึ่งซึ่งร่วมอยู่ในการพบหารือกันครั้งนั้นด้วย ยืนยันว่า ในวันนั้น ผู้ที่เข้าร่วมไม่ได้มีเพียงบราวเนอร์เท่านั้น แต่ยังมีผู้บัญชาการระดับสูงจากกองทัพบก เรือ และอากาศ เข้าร่วมอยู่ด้วย
เมื่อรับฟังสิ่งที่โพควิซพูดแล้ว ทุกคนก็พากันเน้นย้ำถึงจุดยืนของกองทัพว่า กองทัพฟิลิปปินส์เป็นเอกภาพและดำเนินการทุกอย่างตามสายบังคับบัญชา
นายทหารผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มอดีตนายพลโพควิซว่า ปลิ้นปล้อน ไม่ตรงไปตรงมา เพราะในขณะที่พูดกันต่อหน้าว่า พวกตนวางตัวเป็นกลาง กลับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาร์กอสลาออกจากตำแหน่ง และให้รองประธานาธิบดีซารา ดูแตร์เต-คาร์ปิโอ รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งแทนในฟอรั่ม ออนไลน์
ว่ากันว่า กระแสข่าวการปฏิวัติสะพัดแรงเสียจนประธานาธิบดีมาร์กอสเองอดรนทนไม่ได้ ตัดสินใจเชื้อเชิญตัวแทนของกลุ่มนายทหารนอกราชการ 10 กลุ่มเข้าพบที่ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อ 19 กันยายน ก่อนหน้าการชุมนุมประท้วงเพียงไม่กี่วัน
เอดิลเบอร์โต อาดาน อดีตรองเสนาธิการทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเชิญ ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า ตนเป็นผู้นำเสนอข้อกังวลของกลุ่มอดีตนายพลต่อประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งรับไปด้วยความยินดี
เอกสารที่เป็นจุดยืนของกลุ่มอดีตนายพล เรียกร้อง 2 ข้อ คือ ให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดกับผู้ที่คอร์รัปชั่นในโครงการป้องกันน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้อย่างจริงจัง และขอให้ยกเครื่องระบบบำเหน็จบำนาญของกองทัพเสียใหม่
โดยย้ำกับผู้สื่อข่าวว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเพียง “ข้อกังวล” ไม่ใช่ “ข้อเรียกร้อง” ของกลุ่มแต่อย่างใด
นอกจาก 2 ข้อดังกล่าวแล้ว ยังเสนอให้รัฐบาลเพิ่มสัดส่วนงบประมาณทางทหารขึ้นอีกเท่าตัวจาก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และให้ผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการจารกรรมซึ่งค้างเติ่งอยู่นานแล้วเสียทีอีกด้วย
แม้จะไม่ได้กล่าวหากลุ่มใดว่าพยายามจะโค่นล้มประธานาธิบดีมาร์กอส แต่นายพลอาดานก็กล่าวเป็นนัยกับผู้สื่อข่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเรื่องที่อาจส่งผลดีต่อศัตรูของประเทศชาติได้
พล.อ.บราวเนอร์เองก็กล่าวในเวลาต่อมาในทำนองเดียวกันว่า กองทัพฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเป็นเอกภาพ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามฉกฉวยผลประโยชน์
ในขณะที่โฆษกของกองทัพก็ออกมาประณามการปล่อยข่าวผิดๆ รวมทั้งแผนการยึดอำนาจ ในโลกออนไลน์
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่มานูเอล โมกาโต สื่อมวลชนรุ่นเดอะ เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ก็ออกมาเตือนอย่างตรงไปตรงมาในคอลัมน์ของตนเองว่า วิกฤตว่าด้วยความไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาลกับกองทัพนั้น ไม่เพียงเกิดขึ้นจริง แต่ยังทวีความแหลมคมขึ้นจนแทบจะถึงจุดเดือดอยู่รอมร่อ
เขาเตือนว่า ไม่เพียงแต่อดีตนายพลทหารเท่านั้นที่ไม่พอใจกับการดำเนินงานของรัฐบาล แม้แต่บรรดาผู้นำทางศาสนาก็ยังออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้บัญชาการทหารในปัจจุบัน หันมาต่อต้านรัฐบาล โดยอาศัยพลังมวลชนเป็นตัวจุดชนวน
โมกาโตเตือนว่า จนถึงขณะนี้ มาร์กอสยังคงอยู่ในอำนาจก็จริง แต่พลังต่างๆ กำลังรวมตัวกันขึ้นต่อต้านเขามากขึ้นทุกที ตั้งแต่เรื่องคอร์รัปชั่นอื้อฉาวไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ทรุดโทรม และความพยายามแสวงหาผู้นำทางเลือกที่เข้มแข็งกว่า
หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกให้เห็นว่า รับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ดี ความพยายาม (โค่นล้ม) ครั้งต่อไปอาจไม่ล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา
ที่มา สำนักข่าวมติชนออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 6 ตุลาคม 2568
Link https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_862264







