![]()
-
เดอะการ์เดียน ระบุเอกสารภายในของ Amazon รั่วไหล เผยให้เห็นกลยุทธ์ที่อาจปกปิดข้อมูลการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูล
-
โฆษกของ Amazon ชี้แจงว่าข้อมูลที่สำนักข่าวนำเสนอเลือกเฉพาะส่วนจากเอกสารเก่า ซึ่งบิดเบือนแนวทางการบริหารจัดการน้ำของบริษัท
เดอะการ์เดียน ระบุว่า สำนักงานใหญ่ของ Amazon เจ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) รายใหญ่ที่สุด ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับการตั้งคำถาม หลังจากเอกสารภายใน (memo) รั่วไหลออกมา เหมือนกับมีการพูดถึงกลยุทธ์ของบริษัทที่พยายามหาทางไม่ให้สาธารณชนทราบถึงขอบเขตที่แท้จริงของการใช้น้ำในศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง”
ทั้งนี้ในเอกสารภายในที่รั่วออกมา มีข้อความผู้บริหารของ Amazon ที่กล่าวว่าความโปร่งใสนั้นเป็น “ประตูทางเดียว” (a one-way door) เมื่อบริษัทเลือกเปิดเผยข้อมูลแล้ว จะย้อนกลับไม่ได้ และแนะนำให้เก็บตัวเลขคาดการณ์ (เช่น การใช้น้ำ) ไว้ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ตามเอกสารยุทธศาสตร์ภายในที่รั่วออกมา ซึ่งเผยแพร่ภายในบริษัทเมื่อปี 2022 ศูนย์ข้อมูลของ Amazon ถูกคาดการณ์ว่าจะใช้น้ำถึง 7.7 พันล้านแกลลอนต่อปีภายในปี 2030 บริษัทซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ออกมาปกป้องแนวทางการจัดการน้ำของตนเอง และระบุว่ามีการดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำแล้ว
Amazon แย้งว่าบิดเบือนความจริง
“มาร์กาเร็ต คัลลาแฮน” โฆษกของ Amazon ระบุว่า เอกสารดังกล่าวเป็น ‘ข้อมูลเก่า’ และกล่าวว่าไม่ตรงกับกลยุทธ์การใช้น้ำในปัจจุบันของ Amazon อย่างสิ้นเชิง
“การมีอยู่ของเอกสารหนึ่งฉบับ ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาของมันถูกต้องหรือเป็นฉบับสุดท้ายเสมอไป การประชุมต่างๆ มักจะทำให้เอกสารถูกปรับปรุงใหม่ หรือเผยให้เห็นข้อบกพร่องในผลการศึกษาและข้ออ้างบางประการได้”
บันทึกดังกล่าวลงวันที่ หนึ่งเดือนก่อนที่ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งของบริษัท เปิดตัวแคมเปญด้านความยั่งยืนใหม่ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 ชื่อว่า “Water Positive” โดยให้คำมั่นว่าจะคืนปริมาณน้ำให้สิ่งแวดล้อมมากกว่าที่ใช้ไปภายในปี 2030
จัดการน้ำอย่างยั่งยืน
Amazon ระบุว่ากำลังพยายามลดการใช้น้ำด้วยการใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ “Free-Air Cooling” ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเย็นกว่า เพื่อลดการใช้น้ำเกือบตลอดทั้งปี ระบบนี้อาศัยอากาศธรรมชาติในการระบายความร้อน แทนการใช้น้ำระเหย
นอกจากนั้นยังได้ขยายโครงการใช้น้ำรีไซเคิล หรือน้ำบำบัดแล้ว แทนน้ำดื่มในการระบายความร้อนที่ศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา เช่น รัฐเวอร์จิเนียและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะบรรเทาผลกระทบต่อแหล่งน้ำจืดของชุมชน
บริษัทระบุด้วยว่าใช้มาตรวัด Water Use Effectiveness (WUE) ในการรายงานต่อสาธารณะ และการลงทุนในการเติมเต็มน้ำเป็นการดำเนินการ “โดยสมัครใจ” ไม่ใช่ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
ความท้าทายด้านน้ำของ Data Center
ศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมหาศาล ในการระบาย ‘ความร้อน’ ของเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อาจใช้น้ำถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน ในขณะที่หลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพอากาศ
ตาม memo ที่รั่วไหลมีการระบุว่า โดยรวมแล้ว Amazon ใช้น้ำไปแล้ว 105,000 ล้านแกลลอน (397,000 ล้านลิตร) ในปี 2021 ซึ่งเทียบเท่ากับครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา 958,000 หลังคาเรือน ซึ่งจะทำให้เมืองนี้มีขนาดใหญ่กว่าซานฟรานซิสโก
ผลจากการขยายตัวของ AI
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนด้านสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยจาก University of California, Riverside และ University of Texas at Arlington สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การประมวลผลเพื่อสร้างคำตอบขนาดกลางเพียง 10-50 ข้อความจากแชตบอต AI อาจใช้ปริมาณน้ำโดยรวม ทั้งทางตรงและทางอ้อม เทียบเท่ากับน้ำ 1 ขวดเล็ก (ประมาณ 500 มิลลิลิตร) ซึ่งตัวเลขนี้จะทวีคูณเป็นหลายพันล้านแกลลอนเมื่อมีผู้ใช้งาน AI ทั่วโลกพร้อมกัน
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์จาก Zero Carbon Academy คาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำทั่วโลกที่ขับเคลื่อนโดย AI จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ถึง 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2027 ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่า การที่ Amazon เลือกปกปิดตัวเลขการใช้น้ำเต็มรูปแบบนั้น เกิดขึ้นในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังจับตาดู “water footprint” ของอุตสาหกรรม AI อย่างใกล้ชิดที่สุด
ตามรายงานของ The University of Tulsa และ Environmental and Energy Study Institute (EESI) นะบุว่า ศูนย์ข้อมูลดึงน้ำจืดหรือน้ำดื่มไปใช้ในระบบระบายความร้อน โดย 80% ของน้ำที่ดึงไปใช้จะระเหยไปและไม่กลับสู่แหล่งน้ำในพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำโดยรวมลดลงอย่างถาวร สร้างการแข่งขันกับผู้ใช้น้ำอื่น เช่น เกษตรกรและครัวเรือน
ส่วนหนึ่งของน้ำที่ใช้แล้วถูกปล่อยกลับสู่แหล่งน้ำในท้องถิ่นโดยมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่ง Climate and Sustainability Directory รายงานว่าเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และตามรายงานของ World Economic Forum และ The University of Tulsa ในพื้นที่แห้งแล้ง ชุมชนมักประท้วงการสร้างศูนย์ข้อมูล เนื่องจากความกังวลเรื่องการทำให้น้ำในบ่อแห้ง การลดผลผลิตทางการเกษตร และการเพิ่มต้นทุนค่าน้ำประปาในครัวเรือน
ขณะที่ S&P Global และ Waterplan ชี้ว่า การใช้น้ำอย่างไม่ยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีแนวโน้มที่จะออกกฎหมายจำกัดการดึงน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานและการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในอนาคต
การบิดเบือนการรับรู้ ทำให้สาธารณชนประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อบริษัทต่างๆ ตัดสินใจเก็บตัวเลขการใช้น้ำ “ทางอ้อม” (Scope 3) ไว้เป็นความลับ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ / วันที่เผยแพร่ 27-28 ตุลาคม 2568
Link https://www.bangkokbiznews.com/environment/1205140







