![]()

-
ภาพความโกลาหลของการประท้วงที่คอนทราสต์ไปกับเด็กวัยรุ่นเต้นรำในวิดีโอแนวตั้ง และภาพสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลลุกไหม้เป็นไฟไม่ได้ถูกถ่ายจากกล้องธรรมดาทั่วไป แต่จากเซลฟี่มือถือ ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน เราพบเห็นการประท้วงของ ‘Gen Z’ ที่นำไปสู่ความรุนแรงและความเปลี่ยนแปลงมากมาย
-
ในโอกาสที่เราได้เห็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมายในเวลาไม่กี่เดือน ไทยรัฐพลัสขอถือโอกาส ‘มัดรวม’ ม็อบ Gen Z ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้
2025 กลายเป็นปีที่คำว่า ‘ม็อบ Gen Z’ เป็นคำที่รู้จักไปทั่วโลก
ภาพความโกลาหลของการประท้วงที่คอนทราสต์ไปกับเด็กวัยรุ่นเต้นรำในวิดีโอแนวตั้ง ปืนในมือของวัยรุ่นทาเล็บ และภาพสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลลุกไหม้เป็นไฟไม่ได้ถูกถ่ายจากกล้องธรรมดาทั่วไป แต่จากเซลฟี่มือถือ ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน เราพบเห็นการประท้วงของคนรุ่นใหม่ ‘Gen Z’ ที่นำไปสู่ความรุนแรงและความเปลี่ยนแปลงมากมาย
ในม็อบเหล่านี้ นอกจากจะมีจุดร่วมในแง่อุดมการณ์และแนวคิดการต่อต้านการทุจริตและเรียกร้องนโยบายด้านปากท้องที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป ยังมีสัญลักษณ์ทางป๊อปคัลเจอร์ร่วมกัน นั่นคือธงโจรสลัดหมวกฟางจากมังงะ One Piece ซึ่งเชื่อมโยงกับธีมสำคัญของการ์ตูนที่ตัวละครเอกเป็นโจรสลัดนอกกฎหมายผู้ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และการทุจริตคอร์รัปชั่นที่กำลังกลืนกินอนาคตของพวกเขา
ในโอกาสที่เราได้เห็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมายในเวลาไม่กี่เดือน ไทยรัฐพลัสขอถือโอกาส ‘มัดรวม’ ม็อบ Gen Z ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อมองหาที่มาที่ไป ไทม์ไลน์คร่าวๆ ข้อเรียกร้อง และผลกระทบของการเคลื่อนไหวนั้นๆ
อินโดนีเซีย: ยก ‘ธง One Piece’ ในวันชาติ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้รัฐบาลเอเชีย
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม (วันชาติอินโดนีเซีย) หลังประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูบียันโต ประกาศให้ประชาชนติดธงชาติสีแดงขาวของพวกเขาไว้หน้าบ้าน เพราะ ‘สีแดงนำเสนอเลือดเนื้อที่เราสละเพื่ออิสรภาพ และสีขาวคือความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณของเรา’ ประชาชนชาวอินโดนีเซียจำนวนหนึ่งเลือกจะติดธง ‘ธงกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง’ จากมังงะ One Piece แทน
คนรุ่นใหม่หลายคนบอกว่าการเลือกติดธงโจรสลัดนี้เป็นการบอกว่าพวกเขาเองก็รักชาติ แต่ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายๆ อย่างของอินโดนีเซียที่ทำให้พวกเขารู้สึกไร้อิสระในการแสดงออก และการจัดสรรงบที่ให้ความสำคัญกับนักการเมืองมากกว่าประชาชนในชาติ
ธงโจรสลัดจากการ์ตูนญี่ปุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงรัฐบาลในหลากหลายประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ละประเทศตีความมันแตกต่างกันออกไป
ธงดังกล่าวไปโผล่อยู่ที่การประท้วงของอินโดนีเซียที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม เนื่องจากความไม่พอใจของผู้คนเมื่อสมาชิกรัฐสภาได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักรายเดือน 50 ล้านรูเปียห์ (98,000 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของจาร์การ์ตา 10 เท่า ในขณะที่รัฐบาลวางนโยบายรัดเข็มขัด ตัดงบการศึกษา สาธารณสุข และการทำงานสาธารณะ
การประท้วงครั้งนี้เป็นการต่อต้าน ‘อำมาตย์ผู้ทุจริต’(Corrupted Elite) ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี และต่อต้านอำนาจทหารที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลของปราโบโว
เกิดการยกระดับความรุนแรงเมื่อมีคนขับรถเดลเวอรีเสียชีวิตเพราะถูกรถทหารพุ่งชน การเสียชีวิตดังกล่าวทำให้ผู้ชุมนุมร่วมกันเผาสถานีตำรวจและสถานที่ราชการนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มเติม พร้อมทั้งการเข้าปล้นบ้านของรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง
การประท้วงดังกล่าวทำให้รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักรายเดือนดังกล่าวและสืบสวนตำรวจเจ็ดคนผู้มีส่วนร่วมในการเสียชีวิตของคนขับรถเดลิเวอรี
เนปาล: คำสั่งปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่การประท้วงความทุจริต ยกระดับสู่ความรุนแรง และการยุบสภา
รัฐบาลเนปาลออกคำสั่งปิดกั้นการใช้งานโซเชียลมีเดีย Facebook, Messenger, Threads, Instagram, YouTube, Snapchat, Pinterest, Signal, Telegram และ Rumble โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 กันยายน คำสั่งดังกล่าวเป็นชนวนให้ผู้คนนับหมื่นที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘Gen Z’ ชุมนุมในวันที่ 8 กันยายน เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
การชุมนุมทวีความรุนแรงขึ้น มีการฉีดน้ำแรงดันสูง ใช้แก๊สน้ำตา และยิงกระสุนยางและจริงเพื่อสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตราว 72 คนและบาดเจ็บ 2,113 คน นอกจากนั้น ยังมีการเผาตึกสภา และบ้านของ ‘อีลีท’ เช่นบ้านของภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีที่เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก
ความแข็งกร้าวของผู้ชุมนุมทำให้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชามาร์ โอลี ประกาศถอนคำสั่ง อย่างไรก็ตาม เพราะการกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลและผู้ชุมนุมบางส่วน โอลีก็ลาออกจากตำแหน่ง
โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สำคัญของประชาชนเนปาลในการพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ก่อนที่จะเกิดเหตุชนวนการชุมนุม ผู้คนจำนวนมากในเนปาลเล็งเห็นและวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของเนปาลผ่านโซเชียลมีเดีย ว่าคนชั้นอำมาตย์ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย แต่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอยู่ในทางตรงกันข้าม การปิดกั้นโซเชียลมีเดียเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย แม้จะบอกว่าการเข้ามากำกับดูแลไม่ให้เกิดหลอกลวงออนไลน์หรือข้อมูลเท็จเท่านั้น ประชาชน Gen Z จำนวนมากไม่เช่ือใจรัฐบาล และเชื่อว่าปลายทางของการกำกับดูแลนี้คือการ ‘ปิดปาก’ ประชาชน
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ถูกใช้ในการชุมนุมครั้งนี้คือธงกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางจากมังงะ One Piece ซึ่งถูกนำขึ้นมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประท้วง หนึ่งในผู้จัดการประท้วง บิคายาต คาตรี บอกกับสำนักข่าว CNN ว่าธงนี้เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งกร้าวและความมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันปัญหา และการที่เลือกใช้สัญลักษณ์นี้เป็นเพราะว่าวัยรุ่นเนปาลจำนวนมากสนใจอนิเมะ และมันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่สามารถใช้เชื่อมโยงกับตัวเอง
ภาพความรุนแรงและไฟที่เผาไหม้อาคารราชการที่คอนทราสต์กับธงอนิเมะและรูปคนรุ่นใหม่ถ่ายเซลฟี่และเต้นรำท่ามกลางความโกลาหลทำให้การประท้วงครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ ‘การปฏิวัติ Gen Z’
เปรู: การประท้วงขับไล่รัฐบาล ต่อต้านกฎหมายบำนาญของ Gen Z ‘คนรุ่น 200 ปี’
วันที่ 20-21 กันยายน 2025 กลุ่มผู้ชุมนุมนำโดย Gen Z รวมตัวขับไล่รัฐบาลของประธานาธิบดี ดินา โบลูอาร์เต ที่เปรู การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้หลังจากที่สภานิติบัญญัติผ่านกฎหมาย ‘ปฏิรูประบบบำนาญ’ ซึ่งถูกมองว่าบีบให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบที่ไม่มั่นคงและเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ท่ามกลางปัญหาการว่างงานและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลอนุรักษนิยมเผชิญข่าวฉาวเรื่องการทุจริต โดยหนึ่งในสัญลักษณ์ของการประท้วงของคนรุ่นใหม่เปรูก็คือธงโจรสลัด One Piece กับแนวคิดไม่ฝักใฝ่กลุ่มการเมืองใด ๆ
ข้อเรียกร้องคือ ดินา โบลูอาร์เต ต้องลาออกเพราะรัฐบาลหมดความชอบธรรม และต้องยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ปฏิรูประบบการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามการชุมนุม
ย้อนไปปลายปี 2022 ประธานาธิบดี เปโดร กัสติโย พยายามยุบสภาเพื่อหนีการถอดถอน แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกจับกุม ทำให้ ดินา โบลูอาร์เต รองประธานาธิบดี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ผู้สนับสนุนกัสติโยมองว่านี่คือ ‘การรัฐประหารโดยรัฐสภา’ จึงเริ่มการประท้วง รัฐบาลของโบลูอาร์เตปราบปรามรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
เมื่อประธานาธิบดีโบลูอาร์เตสลายการชุมนุม ชาวเปรูจึงทวีความโกรธเกรี้ยว นำโดยกลุ่ม Gen Z เดินหน้าปฏิบัติการ ‘ยึดกรุงลิมา’ (Toma de Lima) แต่การต่อสู้ในช่วงปี 2023-2024 ก็ลดความรุนแรงบนท้องถนน เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายและการรวมกลุ่ม ขณะที่ ดินา โบลูอาร์เต ก็ยังอยู่ในอำนาจ
Gen Z ที่ได้ชื่อว่า ‘คนรุ่น 200 ปี’ (Generación del Bicentenario) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในการลุกฮือทางการเมืองในเดือนพฤศจิกายน 2020 ช่วงที่เปรูกำลังจะฉลองครบรอบ 200 ปี การประกาศเอกราชจากสเปน ในปี 2021
กลุ่ม Gen Z รุ่น 200 ปี เป็นขบวนการคนรุ่นใหม่ที่ทรงพลังในเปรู ไม่ยอมรับแนวคิดทางการเมืองแบบเก่า พร้อมลุกฮือเพื่ออนาคต และมักใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ การเคลื่อนไหวของพวกเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เช่น ปี 2020 ขับไล่ มานูเอล เมริโน อดีตประธานรัฐสภาที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี จนต้องลาออกหลังรับตำแหน่งเพียง 5 วัน โดยผู้ชุมนุมมองว่า เมริโนใช้อำนาจ ‘รัฐประหารโดยรัฐสภา’ ปลดประธานาธิบดี มาร์ติน บิซการ์รา ออกจากตำแหน่ง
ฝรั่งเศส: การประท้วงต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณที่อาจส่งผลต่อสวัสดิการประชาชน
แม้จะกล่าวได้ว่าคนฝรั่งเศสและการประท้วงเป็นของอยู่คู่กันมายาวนาน แต่สำหรับการรวมตัวต่อต้านในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา นับว่าเป็นการประท้วงที่เกิดความรุนแรงและสร้างแรงกระเพื่อมในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส สอดคล้องไปกับการประท้วงในประเทศอื่นๆ
ในฝรั่งเศส การประท้วงได้เกิดที่เมืองปารีส ลียง ลีลล์ และมาร์กแซย์ ผู้ประท้วงได้ปิดถนน จุดไฟเผาสถานที่สำคัญ เช่น ร้านอาหารหรู และปะทะกับตำรวจที่ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา ตำรวจประจำการทั่วประเทศ 80,000 นาย ประจำการเฉพาะที่ปารีส 6,000 นาย มีผู้ถูกควบคุมตัว 473 คน โรงเรียนกว่า 100 แห่งถูกรบกวน และมี 27 โรงเรียนถูกสั่งปิดชั่วคราว
การปะทุความไม่พอใจครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะด้วยการตัดงบภาครัฐบางส่วน แต่สหภาพแรงงานกังวลว่าจะส่งผลต่อสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ เช่น การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการสังคม
แผนนี้ได้รับการเสนอครั้งแรกโดย ฟรองซัวส์ บายรู นายกรัฐมนตรี เขาระบุว่าจะลดค่าใช้จ่ายภาครัฐด้วยการตรึงเงินบำนาญ ตัดงบที่อาจส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าพยาบาลสูงขึ้น และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ 2 วันเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บายรูให้คำอธิบายว่า การแก้ปัญหาหนี้ที่เป็น ‘ภัยคุกคามชีวิตคนฝรั่งเศส’ โดยเขาเสนอตัดลดงบประมาณของรัฐบาลเป็นมูลค่า 4.4 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท)
ความไม่พอใจเกิดขึ้นทั้งในสภาและในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสร้างแฮชแท็กรวมตัวในโซเชียลมีเดีย เช่น #boycott เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนประท้วงกลางถนน ในขณะที่ในสภาพรรคฝ่ายซ้ายจัดและฝ่ายขวาจัดได้ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี อันมีผลให้บายรูต้องออกจากตำแหน่งแม้เขาเพิ่งทำงานมาเพียง 9 เดือน และเขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ที่ทำงานไม่ถึง 2 ปีภายใต้รัฐบาลมาครง
แต่ไม่นานมาครงก็ได้แต่งตั้งเซบาสเตียน เลอกอร์นูว์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและพันธมิตรทางการเมืองของมาครงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนใหม่ ยิ่งจุดชนวนทำให้ประชาชนไม่พอใจ และมองว่าปัญหาไม่ได้รับการแก้อย่างที่คาดหวัง
“มันก็เรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ เพราะปัญหาอยู่ที่มาครง ไม่ใช่รัฐมนตรี” เฟร็ด เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน CGT ของบริษัทขนส่งสาธารณะปารีส RATP กล่าวกับ Reuters “เขาต้องไป”
หลังจากมีนายกฯ คนใหม่ได้เพียง 1 วัน ความไม่พอใจของผู้คนที่พูดคุยในโลกออนไลน์ก็ปะทุออกมาบนท้องถนนในวันที่ 10 กันยายน เกิดม็อบที่ชื่อว่า Block Everything โดยเป็นขบวนประท้วงที่ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นผู้นำ (หรือที่เรามักได้ยินประโยคที่ว่า ‘ม็อบไร้แกนนำ’) สัดส่วนคนรุ่นใหม่ ‘Gen Z’ อยู่ในปริมาณสูง พวกเขาไม่พอใจที่รัฐบาลของมาครงไม่มีตัวแทนฝ่ายซ้ายเพื่อค้านเสียงการตัดงบ แม้กระทั่งนักเรียนและเยาวชนก็เข้าร่วมประท้วงครั้งนี้ด้วยจนทำให้ปริมาณผู้เข้าร่วมกว่า 175,000 คน
“เราจะยังคงประท้วงต่อไป เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะประณามรัฐบาลชุดนี้ได้ เราพยายามยื่นคำร้อง แต่ไม่มีใครฟังเราเลย” อาเดล โอแบร์ วัย 27 ปี กล่าวกับซีเอ็นเอ็น
ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาล ผู้นำทางการเมือง และประชาชนจำนวนมากขึ้นจากข้อเรียกร้องที่ประชาชนมองว่า ทางแก้หนี้สาธารณะไม่ใช่การลดงบประมาณ แต่คือการเข้มงวดในการเก็บภาษีผู้มีรายได้มากต่างหาก
แม้กระทั่งเยาวชนหลายร้อยคนที่เข้าร่วมชุมนุมยังตะโกนต่อต้านมาครงด้วยการหยอกล้อว่า ‘สาธารณรัฐของชนชั้นนำผู้มั่งคั่ง’ ด้านนอกสถานีรถไฟการ์ดูนอร์ในปารีส “พวกเรามาเพื่อส่งเสียง” เอ็มมา เมเกอร์ดิชเชียน เรียนซอร์บอนน์วัย 17 ปี กล่าวกับรอยเตอร์ “พวกเราอยากให้พวกเขารู้ว่าเรารับเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องการรัฐบาลรูปแบบใหม่”
ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าม็อบ Block Everything คล้ายกับม็อบเสื้อกั๊กเหลืองที่ไม่มีผู้นำ เคยรวมตัวประท้วงมาครงเมื่อปี 2018 กรณีบังคับใช้กฎหมายขึ้นราคาน้ำมัน ทว่าอองตวน บริสตีแยล นักสังคมวิทยาจากสถาบันวิจัย Jean Jaures Foundation ได้สังเกตว่า เสื้อกั๊กเหลืองเป็นกลุ่มคนงานและผู้เกษียณอายุจำนวนมากที่ค่อนข้างเปราะบางและกำลังดิ้นรนเลี้ยงชีพ ในขณะที่ Block Everything เป็นคนหนุ่มสาวจำนวนมาก
“พวกเขามีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโลกที่ยุติธรรมทางสังคมมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำน้อยลง และระบบการเมืองที่ทำงานแตกต่างและดีกว่า” บริสตีแยลให้ความเห็น
ต่อมาในการชุมนุมวันที่ 18 กันยายนเป็นการชุมนุมที่มีทั้งสหภาพแรงงานและนักศึกษา ครู พนักงานขับรถไฟ เภสัชกร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางส่วนได้หยุดงานประท้วง ขณะที่วัยรุ่นปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายสิบแห่งเป็นเวลาหลายชั่วโมง บางคนได้ถือป้ายสัญลักษณ์โจรสลัดหมวกฟางจากมังงะเรื่อง One Piece บ้างถือธงชาติปาเลสไตน์เพื่อแสดงออกถึงข้อเรียกร้องในกาซาไปด้วย
“ความโกรธแค้นนั้นรุนแรง และความมุ่งมั่นก็เช่นกัน ข้อความของผมถึงคุณเลอคอร์นูในวันนี้คือ ท้องถนนต้องเป็นผู้กำหนดงบประมาณ” โซฟี บิเนต์ ประธานสหภาพแรงงาน CGT กล่าว
ฟิลิปปินส์: การประท้วงที่เกิดจากความไม่พอใจคอรัปชันโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกว่า 5 แสนล้านบาท
‘Stop Flooding us with Corruption’ (หยุดทำให้เราท่วมท้นไปด้วยการทุจริต) คือป้ายประท้วงของหนึ่งในผู้ชุมนุมชาวฟิลิปปินส์จากหลายหมื่นคนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล กรณีจัดทำโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักครั้ง แต่ทำให้สูญเสียภาษีไปแล้วกว่าหลายแสนล้านบาท
ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญน้ำท่วมจากช่วงฤดูกาลและมรสุม รวมทั้งพายุไซโคลนเขตร้อนเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุด ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนหลายล้านคนต้องเจอกับน้ำท่วม แต่กลับไม่มีโครงการใดๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้เลย

รัฐบาลเฟอร์ดินานด์ ‘บองบอง’ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า จากการตรวจสอบโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมต่างๆ ที่ผ่านมา หลายรัฐบาลได้ผุดโครงการขึ้นมาใหม่แต่ไม่มีส่วนไหนทำได้สำเร็จ อันนำมาซึ่งการทุจริตเงินมหาศาล เช่น โครงการร้างของกรมโยธาธิการและทางหลวง (DPWH) ในจังหวัดบูลาคัน ซึ่งเป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทางตอนเหนือของมะนิลาถูกยักยอกงบประมาณรัฐไปกว่า 5,500 ล้านบาทเมื่อสิบปีที่แล้ว
รัฐบาลได้ก่อตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนความผิดปกติของโครงการ พบว่า นับตั้งแต่ปี 2022 มีโครงการกว่า 9,855 โครงการ มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ที่ดำเนินการไม่สำเร็จ โดย 20% ของโครงการเหล่านี้ดูแลโดยผู้รับเหมา 15 ราย และ 2 ใน 3 ของโครงการไม่มีรายละเอียดการก่อสร้าง
รวมๆ แล้ว ในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์ประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจสูญเสียมากถึง 6.36 หมื่นล้านบาท จากการทุจริตในโครงการควบคุมน้ำท่วม ส่วนกรีนพีซประเมินว่าต้นทุนสูงกว่านั้น โดยระบุว่ามีการฉ้อโกงเงินมากกว่า 5.61 แสนล้านบาท จากโครงการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในปี 2023
ส.ส. และข้าราชการหลายภาคส่วนถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับสัญญา จากการให้สัมภาษณ์ของเจ้าของบริษัทก่อสร้าง โดยกลุ่มบริษัทก่อสร้างยังแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอันมั่งคั่งจนทำให้ประชาชนไม่พอใจเป็นวงกว้าง เป็นที่มาของการลงถนนประท้วงในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา
“พวกเขากำลังสูบเงินของประชาชน ขณะที่ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำท่วม บ้านเรือนถูกพัดพาไป ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องนั่งเครื่องบินส่วนตัวและอาศัยอยู่ในคฤหาสน์” มานูเอล เดลา เซอร์นา วัย 58 ปี กล่าวกับ AFP

หัวหน้าสภาสังฆราชคาทอลิกแห่งฟิลิปปินส์ก็ออกมาร่วมแสดงออกถึงความไม่พอใจดังกล่าว “จุดประสงค์ของเราไม่ใช่การทำลายเสถียรภาพ แต่เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยของเรา” พระคาร์ดินัล ปาโบล เวอร์จิลิโอ เดวิด หัวหน้าสภาสังฆราชคาทอลิกแห่งฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์
แรงกดดันของการประท้วงส่งผลให้มาร์ติน โรมูอัลเดซ ประธานสภาตัดสินใจยื่นใบลาออก
การประท้วงครั้งนี้ยังเป็นกระแสต่อเนื่องมาจากการประท้วงของคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการหยิบเอาธงโจรสลัดหมวกฟางจากมังงะเรื่อง One Piece มาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการใช้ความรุนแรง การวางเพลิงรถบรรทุก การปิดถนน และปะทะกับตำรวจเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำควบคุมฝูงชน เปิดเสียงไซเรน ในขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนปาหินกลับไป แม้การประท้วงส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างสงบ แต่ตำรวจก็ได้จับกุมประชาชนกว่า 200 คน โดยหนึ่งในนั้นมีเด็กอายุ 12 ปี และเยาวชนกว่าอีก 88 คน สร้างความกังวลต่อผู้ปกครองพวกเขาอย่างมาก
อาร์จัน อากีร์เร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอาเตเนโอ เด มะนิลา หวังว่าการประท้วงครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่
“พวกเขาสามารถใช้สิ่งนี้เพื่อกดดันรัฐบาลให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง – สืบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีกับพวกเขา และผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปเกี่ยวกับเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลและการต่อต้านราชวงศ์” อากีร์เรกล่าว
อ้างอิง: bbc.com, theguardian.com, edition.cnn.com, edition.cnn.com, reuters.com, aljazeera.com, reuters.com, theguardian.com, scmp.com, channelnewsasia.com,
ที่มา สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 24 กันยายน 2568
Link https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105712














