![]()
-

-
หนึ่งในพื้นที่น้ำท่วมที่กลายเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลอย่างหนักคือน้ำท่วมในสถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในช่วงค่ำของวันที่ 5 กันยายน 2568
-
เหตุการณ์ทั้งหลายนี้ทำให้หลายคนกังวลถึงความปลอดภัยการเดินทางในช่วงนี้และตั้งคำถามไปถึงผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง
-
เมื่อสภาพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานเมืองเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเราจะมีทางป้องกันเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง?
นับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งประกาศเตือนฝนตกหนักมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ ทั่วไทย น้ำฝนปริมาณมากที่เทลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมหนักและเดินทางสัญจรได้ยากลำบากขึ้น
หนึ่งในพื้นที่น้ำท่วมที่กลายเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลอย่างหนักคือน้ำท่วมในสถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในช่วงค่ำของวันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตรวจสอบสาเหตุพบว่า เกิดจากน้ำท่วมบนถนนรัชดาภิเษกไหลเข้ามาทางช่องเปิดระบายอากาศที่หลังคาอุโมงค์ในพื้นที่ก่อสร้างทางเชื่อมระหว่างสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยกับอาคาร AIA เนื่องจากช่องดังกล่าวอยู่ระดับเดียวกับพื้นถนนผนวกกับฝนตกหนักมากกว่า 100 มม. ทำให้น้ำทะลักเข้ามาได้ ไม่ได้เกิดจากการออกแบบโครงสร้างสถานี
นอกจากนี้ไม่กี่วันถัดมา เมื่อวันที่ 7 กันยายน ยังเกิดเหตุโคลนทะลักขึ้นมาบนผิวถนนบริเวณโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ บนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินก่อนเข้าวงเวียนใหญ่ ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเนื่องจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้น้ำเข้าไปขังใต้พื้นถนนและกลายเป็นดินโคลนผุดขึ้นมา ภายหลังเจ้าหน้าที่โครงการรถไฟฟ้าแก้ปัญหาโดยการนำยางมะตอยเข้ามาถมจุดที่มีโคลนผุดขึ้นมาและตรวจสอบการทรุดตัวของพื้นถนนเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย
เหตุการณ์ทั้งหลายนี้ทำให้หลายคนกังวลถึงความปลอดภัยการเดินทางในช่วงนี้และตั้งคำถามไปถึงผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสภาพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานเมืองเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเราจะมีทางป้องกันเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง?
ทุกโครงการก่อสร้างต้องมีแผนป้องกันเสมอ
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมอยู่เป็นประจำและมีแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำและคลอง กระจายอยู่ทั่ว โครงการก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบหนักจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารและข้อกำหนดของ กทม. ซึ่งมีระเบียบและแนวทางปฏิบัติเฉพาะที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่นๆ เช่น การยกพื้นโครงการให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมในอดีต ติดตั้งระบบระบายน้ำและที่สำคัญคือการขออนุญาตก่อสร้างต้องมีแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระหว่างการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำสาธารณะ
ในกรณีน้ำท่วมที่ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ ตามข้อมูลจากไลฟ์เพจ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าโครงการก่อสร้างทางเชื่อมฯ มีการยกพื้นความสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมประมาณ 20 เซนติเมตรหรือมากกว่านั้น แต่เนื่องจากฝนตกหนักทำให้น้ำท่วมในบริเวณนั้นทะลักเข้ามาในช่องที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นถนน ซึ่งเปิดไว้ชั่วคราวเพื่อนำวัสดุเข้าไป ขณะที่ส่วนโครงสร้างของ MRT ถูกออกแบบเพื่อป้องกันน้ำท่วมโดยการยกระดับความสูงทางเข้าถึงประมาณ 1.20 เมตร ทำให้ MRT ไม่เคยน้ำท่วมภายในสถานีมาก่อน
ขณะที่เหตุโคลนทะลักขึ้นมาบนผิวถนนบริเวณโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องอยู่ในแผนป้องกันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการก่อสร้างใต้ดินที่มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษต้องสำรวจลักษณะของดินและชั้นใต้ดินในบริเวณที่ขุดเจาะ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมการรับมือกับดินที่มีความอ่อนตัวสูงหรือมีน้ำใต้ดินจำนวนมาก และต้องติดตั้งระบบระบายน้ำ เพื่อลดแรงดันน้ำและป้องกันไม่ให้ดินถล่มหรือโคลนทะลักขึ้นมาบนผิวถนน
แม้โดยปกติโครงการก่อสร้างจะติดตามการพยากรณ์อากาศ เพื่อเตรียมแผนการรับมือไว้ แต่ในบางกรณีเช่น ฝนตก อาจคาดคะเนปริมาณน้ำฝนที่แม่นยำได้ยาก ทำให้เมื่อมีฝนตกหนักมากกว่าปกติอาจทำให้หลายโครงการรับมือได้ไม่ทัน ในกรณีฉุกเฉินจึงต้องมีแผนสำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อลดความเสียหายหน้างานด้วย
แล้วเราต้องทำอะไรบ้างหากเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน?
“ไม่มีแผนป้องกันใดจะสมบูรณ์แบบที่สุด” เป็นความจริงที่บางครั้งแม้จะมีแผนป้องกันภัยพิบัติแล้วก็ตาม แต่อุบัติเหตุยังมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ในสถานการณ์ฉุกเฉินเราอาจทำตัวไม่ถูกหรือไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย เช่น เมื่อเดินลงบันไดเลื่อนมาแล้วเจอกับน้ำท่วมในสถานี MRT หรือขับรถมาแล้วจู่ๆ ก็มีโคลนผุดขึ้นมาจากท่อบนถนน
สถานการณ์เหล่านี้อาจสร้างความสับสนวุ่นวายมาก หากผู้คนไม่รู้ว่าต้องทำอะไรหรือพวกเขาจะเดินทางไปต่ออย่างไรหากจำเป็นต้องผ่านทางนั้น
ในขั้นแรกเมื่อเจอเหตุการณ์ซึ่งหน้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติและหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตรายหากเป็นไปได้ เช่น การไม่เข้าใกล้สายไฟ การขับรถฝ่าโคลนที่กำลังผุดขึ้นมาหรือเข้าไปบริเวณน้ำท่วมสูง จากนั้นจึงแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทันทีเพื่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ เช่น สายด่วน กทม. 1555 ตำรวจจราจร 1197 หรือแจ้งเตือนบุคคลอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนเส้นทางและหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
กรณีที่ไม่สามารถเดินทางต่อได้หรือติดอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วควรรอจนกว่าจะมีความช่วยเหลือเข้ามาเนื่องจากเราไม่สามารถประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ได้จึงต้องอาศัยทีมกู้ภัยหรือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินและรับมือกับสถานการณ์
ส่วนคนทั่วไปที่อาจกำลังเดินทางไปไหนก็ตามอาจต้องติดตามข่าวสารในช่วงฝนตกหนักหรือภัยพิบัติต่างๆ เพื่อวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงเส้นทาง
อย่างไรก็ตามทั้งแผนป้องกันโครงสร้างพื้นฐานและแผนรับมือของคนทั่วไปต้องเตรียมพร้อมไปด้วยกัน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
อ้างอิง: www.dpt.go.th/th
ที่มา สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 9 กันยายน 2568
Link https://plus.thairath.co.th/topic/naturematter/105666






