![]()
ข้อเสนอจาก Geoffrey Hinton บิดา AI
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักอ่าน “นิยายวิทยาศาสตร์” และ “แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์ Sci-fi” ว่า Cyberpunk คือ “แนวหนัง” และ “วรรณกรรม” ที่นำเอา 2 ความต่างมารวมไว้ในเรื่องเดียวกัน
นั่นคือ “ความ Hi-tech” กับ “ชีวิตคุณภาพต่ำ”
เมื่อ “ความ Hi-tech” ไล่บดขยี้อารยธรรมของมวลมนุษยชาติ คนรวยในอนาคตเท่านั้นจึงจะมีโอกาสเสวยสุข
ขณะเดียวกัน “ชีวิตคุณภาพต่ำ” ของคนจน จะถูกกดเอาไว้ จนมีการซ่องสุมกำลังกันใต้ดิน เพื่อโค่นล้มการปกครองที่ไม่เป็นธรรม นี่คือ Plot หลักของ Cyberpunk
Cyberpunk ว่าด้วยเรื่องราวของ “คนนอก” ในยุคอนาคต ที่เทคโนโลยีเจริญรุดหน้าจนถึงขนาดแยกไม่ออกระหว่าง “คนจริง” กับ “หุ่นยนต์”
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้ก้าวไปไม่หยุดยั้ง มียารักษาโรคชั้นดี มีอาหารชั้นเลิศ มีที่อยู่อาศัยที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
แต่กระนั้นก็ดี ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกลับถ่างห่างออกกว้างกว่ายุคที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า
ตรงกับที่ Geoffrey Hinton เจ้าของฉายา AI Godfather ได้กล่าวไว้
“เศรษฐกิจจะล่มสลาย จากการว่างงานครั้งใหญ่ เพราะ AI จะทำงานแทนชนชั้นกลาง สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้ว” Geoffrey Hinton กล่าว
คนเพียง 0.01% ที่เป็นเจ้าของ AI จะครอบครองความมั่งคั่งทั้งหมด ขณะที่คนอีก 99.99% กลายเป็น “ชนชั้นที่ไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” สร้างปัญหาสังคมตามมาอย่างมหาศาล
นี่คือฉากทัศน์ของ Cyberpunk ที่กล่าวไปในตอนต้น
ที่ผ่านมา “เครื่องจักร” ได้เข้ามาแทน “งานที่ต้องใช้แรงกาย”
แต่ในปัจจุบัน เป็นครั้งแรกที่ “เครื่องจักร” เข้ามาแทน “งานที่ต้องใช้สมอง”
เช่น งานจัดการข้อมูล วิเคราะห์ สรุปผล และการสร้างสรรค์เนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจของงานออฟฟิศ
“งานที่ต้องใช้สมอง” กำลังเป็นเป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้ เพราะมันคือสิ่งที่ AI ทำได้ดี และทำได้เร็วกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้
อาทิ นักวิเคราะห์ข้อมูล, นักการตลาด, นักเขียน Content, Programmer, ทนาย, นักบัญชี, Graphics Designer
นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ ที่ AI กำลังสั่นสะเทือนสถานะ “พนักงานออฟฟิศ” หรือ White Collar มากกว่า “กลุ่มผู้ใช้แรงงาน”
อย่างไรก็ดี มี 3 สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้
1. งานหัตถการ ที่ต้องการการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ หรือต้องอาศัยสมรรถนะทางกายภาพที่ซับซ้อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ศัลยแพทย์ พยาบาล งานช่างฝีมือต่างๆ (งาน Craft)
2. งานที่ต้องใช้ EQ (Emotional Quotient) “ความฉลาดทางอารมณ์” และงานที่ต้องอาศัย “ปฏิสัมพันธ์” (Connection)
เช่น การสร้างความสัมพันธ์, ให้กำลังใจ, เจรจาต่อรอง เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ จิตแพทย์ ครู นักประชาสัมพันธ์ (PR)
3. งานที่ต้องอาศัยทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ที่ซับซ้อน การมองภาพใหญ่ การตั้งคำถามที่ถูกต้อง การชี้นำทิศทาง ไม่ใช่แค่การทำงานตามสั่ง
ทำให้ทุกวันนี้ AI ยังไม่สามารถครอบครองโลกได้เบ็ดเสร็จ เพราะติดอุปสรรคดังที่กล่าวมา เห็นได้จาก ความคิดเห็นของ Ronald Chan นักลงทุนแถวหน้าของโลก
“สิ่งหนึ่งซึ่งเรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดก็คือ AI ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างชัดเจน และมันกำลังจะเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมาก”
“แต่ในขณะนี้ ตัวเลขยังไม่ตรงกับกระแสที่โฆษณาไว้ โดย OpenAI นั้น ใช้เงินไปแล้ว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่แล้ว (ค.ศ.2024) แต่ได้เงินตอบแทนมาเพียง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่ประทับใจเลย”
“และเมื่อเราพิจารณาในภาพรวมแล้ว แม้เราจะเห็นถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่พุ่งสูงขึ้น แต่รายได้ที่แท้จริงที่ Returns กลับมายังคงน้อยมาก”
“ดังนั้น เราจะให้ความสนใจ แต่จะไม่รีบร้อนกับมัน แม้ว่า AI อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับมนุษยชาติ แต่จากมุมมองของการลงทุนแล้ว AI ยังคงเป็นเรื่องของความศรัทธา” Ronald Chan กล่าว
ขณะที่ Geoffrey Hinton บอกว่า กำไรของ AI กำลังสวนทางกับความปลอดภัย
Geoffrey Hinton ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบที่ซ่อนอยู่หลัง AI นั่นก็คือ “แรงผลักทางเศรษฐกิจ” ที่ Big Tech หรือ “บรรษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่” ถูกบังคับให้ต้อง “ทำกำไรสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น”
ทว่า การวิจัยด้าน “ความปลอดภัยของ AI” เป็นงานที่แพงมาก และช้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนงบประมาณวิจัยด้าน “ความปลอดภัยของ AI” นั้น “ไม่สร้างรายได้ระยะสั้น”
ในทางกลับกัน การรีบปล่อย Feature และ Function ใหม่ๆ ที่ทรงพลังมากขึ้นกว่า Version เก่า แต่ผ่านการทดสอบน้อยกว่า แม้จะสามารถสร้างกระแส และเพิ่มมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้ทันที
ทว่า แรงกดดันมหาศาลนี้ ผลักดันให้ทุกคนต้อง Move Fast หรือ “ไปให้เร็วที่สุด” พร้อมกับ Break Things หรือ “ทำลายล้าง” ปรากฏการณ์นี้ อาจเป็นสิ่งพังทลายสังคมมนุษย์ทั้งหมดได้
Geoffrey Hinton บอกว่า เราต้องรีบทำให้เรื่อง “ความปลอดภัยของ AI” ที่ “ส่งผลกระทบต่อสังคม” กลายเป็น “วาระของโลก”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นโยบายรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” หรือ UBI (Universal Basic Income)
เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่ “พลเมืองโลก” ให้ความสนใจ จะมีผลทันทีต่อการเลือกตั้ง รัฐบาลประเทศต่างๆ จะนิ่งนอนใจ หรืออยู่เฉยเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป
UBI คือสิทธิขั้นพื้นฐานของมวลมนุษยชาติในอนาคต ที่ “พลเมืองโลก” ควรมีปัจจัย 4 และรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในจำนวนเท่ากัน ไม่ว่าจะร่ำรวย หรือยากจน
ขณะเดียวกัน Bill Gates ได้ออกมาจุดประเด็นเรื่อง “ภาษี AI” เมื่อเขามองเห็นว่า “สงครามระหว่าง AI กับมนุษย์” กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
Bill Gates กล่าวว่า การเข้าแทนที่แรงงานคนโดย AI จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมไม่ต่างจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสีย ควันพิษจากโรงงาน การสูบน้ำบาดาล ไปจนถึงการขับรถด้วยความเร็ว กระทั่งการสูบบุหรี่
ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์จะรู้จักกันในชื่อ “ผลกระทบภายนอกที่เป็นลบ” หรือ Negative Externality หมายถึง ปัญหาที่ก่อความเสียหายใหญ่หลวงแก่สังคม โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว และไม่อยากได้รับ
Bill Gates บอกว่าในกรณีของ “ภาษี AI” นั้น การใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงอย่างแน่นอน ดังนั้น เราจึงควรเก็บ “ภาษี AI” แล้วนำส่วนต่างมาให้เป็นรายได้ และ Bonus แก่มนุษย์
Geoffrey Hinton ทิ้งท้ายว่า เมื่อ AI กำลังจะเข้ามาทำงานที่เน้น “ผลิตภาพ” หรือ Productivity แทนคน เราจะต้องเปลี่ยนไปให้คุณค่ากับสิ่งอื่นที่ AI ทำไม่ได้
นั่นคือ “ความเป็นมนุษย์”
เราต้องสนับสนุนสังคม ให้คุณค่ากับงานดูแล (Care Giving) ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ปรัชญา และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เวลาอย่างมีความหมายกับคนที่เรารัก ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการศึกษา ให้มุ่งเน้นการสร้างพลเมืองที่มีความคิดเชิงวิพากษ์ มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
ไม่ใช่แค่การสร้าง “คนงาน” เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะตายเหมือนในอดีต
แม้เราอาจจะหยุดรถไฟ AI ไม่ได้ แต่เราสามารถช่วยกันสร้าง “ราง” และออกแบบ “สัญญาณไฟจราจร” เพื่อบังคับทิศทางของ AI ได้
พลังของเราไม่ได้อยู่ที่การวิ่งตาม แต่คือการยืนหยัดร่วมกัน ในฐานะเจ้าของโลกใบนี้ และส่งเสียงเรียกร้องผู้ถือพวงมาลัยให้ขับขี่อย่างรับผิดชอบ
ความเห็นผู้เขียนก็คือ เมื่อ AI เป็นสิ่งที่น่ากลัว ทางเลือกในอนาคตก็คือ นำ Analog เข้าไปแทรก
เช่น แทรกแซงการจ่ายพลังงาน เมื่อไม่มีพลังงาน AI ก็หยุดทำงาน
ที่มา สำนักข่าวมติชนออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 13 สิงหาคม 2568
Link :https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_854111






