![]()
-
การเข้ามาของ AI ทำให้องค์กรต่างๆ ปรับโครงสร้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เกิดโครงการ “เกษียณก่อนอายุ” เช่น กรณีของธนาคารกสิกรไทยที่เปิดให้พนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไปเข้าร่วม
-
ปรากฏการณ์เกษียณอายุก่อนกำหนดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคการเงิน แต่กำลังเกิดขึ้นในทุกสายอาชีพ ทำให้แนวคิดเรื่องความมั่นคงในการทำงานและอายุเกษียณแบบเดิม (60 ปี) เปลี่ยนไป
-
แนวทางอยู่รอดสำหรับคนทำงานในยุค AI คือต้องปรับตัว เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ (Soft Skills) เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ข่าวใหญ่ที่สะเทือนมนุษย์เงินเดือน คนทำงานในสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นการประกาศจากธนาคารกสิกรไทยสำหรับ “โครงการเออร์ลี่รีไทร์” (Early Retire) ปี 2568 “เกษียณก่อน เกษมสุข” ซึ่งเปิดให้พนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไป “เกษียณก่อน” มีการมอบสิทธิประโยชน์เป็นค่าชดเชยตามอายุงาน บวกเงินช่วยเหลือพิเศษ โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีพนักงานเข้าร่วมราว 1-2%
แม้ธนาคารไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เอไอเป็นเหตุผลหลักโครงการนี้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานในยุคใหม่ โดยเฉพาะภาคธนาคารที่กำลังปรับตัวสู่ “AI-first organization” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและบริการลูกค้า เช่น การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนา Agentic AI เพื่อช่วยพนักงานทำงาน และการปรับโครงสร้างขององค์กร ซึ่งอาจนำไปสู่ลดจำนวนพนักงานระดับอาวุโสลงเพื่อให้องค์กรคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องแนวโน้มทั่วโลกที่เอไอ กำลังทำให้บางตำแหน่งงานลดลง หรือเปลี่ยนรูปแบบ ทำให้อายุเกษียณเฉลี่ยสั้นลงจากเดิมที่ 60 ปีเหลือราว 45 ปี
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคการเงินหรือเทคโนโลยี แต่กำลังเกิดขึ้นกับทุกสายอาชีพ ตั้งแต่การตลาด การผลิต ไปจนถึงงานสร้างสรรค์ ทำให้บรรทัดฐานของ “ความมั่นคงในการทำงาน” และ “อายุเกษียณ” แบบเดิมกำลังสั่นคลอน นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญสำหรับคนทำงานทุกคน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ทักษะที่เคยเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่เพียงพอสำหรับวันพรุ่งนี้เมื่อเร็วๆ นี้
ผมเคยเขียนบทความเตือนว่าเอไออาจทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างราบรื่น หรือจำเป็นต้องทำงานต่ำกว่าระดับความรู้ความสามารถของตนเองเป็นเวลานาน หากยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและทันท่วงที สังคมไทยอาจต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า นั่นคือการก่อตัวของ “คนรุ่นที่สูญหาย” หรือ “Lost Generation” ของคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวบัณฑิตและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกัดกร่อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ คนในวัยทำงานปัจจุบันที่ยังใช้ทักษะเดิมๆ ที่อาจถูกเอไอเข้ามาทำงานทดแทนได้ ทั้งนี้จากข้อมูลที่ค้นหาจากแหล่งต่างๆ เช่น รายงานจาก McKinsey, BCG, World Economic Forumและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ล้วนระบุว่า ยุคเอไอกำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเอไออาจแทนที่งานประจำได้ถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 แต่เอไอก็จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ด้วย แต่อย่างไรตาม Jason Huang ซีอีโอของบริษัท Nvidia ออกมาเตือนถึงความท้าทายสร้างงานใหม่ด้วยทักษะใหม่ให้ทันกับตำแหน่งงานเก่าที่กำลังสูญหายไปให้ทันเพื่อรองรับการตกงานของคนจำนวนมาก
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ / วันที่เผยแพร่ 22 สิงหาคม 2568
Link https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1195418







