![]()
การรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของกองทัพอาระกัน (Arakan Army: AA) จนปลดปล่อยเมืองสำคัญในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศพม่าได้เป็นจำนวนมาก กระทั่งเชื่อกันว่าอาจจะสามารถสถาปนาระบอบการปกครองของตนเองขึ้นมาได้ในเร็ววัน
แต่ชัยชนะของอาระกันดูเหมือนจะสร้างความวิตกกังวลให้กับหลายฝ่ายมากกว่า เพราะกองทัพอาระกันไม่ได้มีเป้าหมายฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ กองทัพอาระกันจัดได้ว่าเป็นองค์กรค่อนข้างใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 โดย ทวัน มรัต นาย (Twan Mrat Naing) กับพรรคพวกอีก 25 คน ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army: KIA) โดยเริ่มจากการต่อสู้เคียงข้างกับกลุ่มคะฉิ่น กระทั่งปี 2015 จึงเริ่มปรับทิศทางเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองของชาวอาระกันในรัฐยะไข่
แต่การต่อสู้ของกองทัพอาระกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่กลุ่มนี้เริ่มดุเดือดรุนแรงในปี 2018 คือช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติศาสนาระหว่างชาวมุสลิม เฉพาะอย่างยิ่งโรฮิงญากับชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นบางกลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธ
เมื่อการต่อสู้รุนแรงมากขึ้น มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายและอพยพหนีออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก กองทัพพม่า (ตัดมาดอว์) ปราบปรามฝ่ายต่อต้านอย่างหนักในช่วงรัฐบาล ออง ซาน ซูจี และจัดให้กองทัพอาระกันเป็นกลุ่มก่อการร้าย
รัฐบาลทหารพม่าเพิ่งจะมาปลดกลุ่มนี้ออกจากบัญชีก่อการร้ายดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ มิน อ่อง หล่าย ต้องการพันธมิตร หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้านจนเกินไป เพราะเพิ่งทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งที่นำโดย ออง ซาน ซูจี มาใหม่ ๆ
ความจริงแล้วกองทัพอาระกันเป็นกองกำลังติดอาวุธของหน่วยการเมืองที่ชื่อ สหสันนิบาติอาระกัน (United League of Arakan: ULA) ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดแนวนโยบายและทิศทางทางการเมืองของกลุ่ม
ในปี 2019 ULA ได้สถาปนาระบอบการปกครองขึ้นมาเพื่อทำการปกครองและบริหารงานในพื้นที่ยึดครอง โดยใช้ชื่อว่าองค์กรปกครองชาวอาระกัน (Arakan People’s Authority: APA) ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐบาลประชาชนปฏิวัติอาระกัน (Arakan People’s Revolutionary Government: APRG) ถึงปัจจุบันมีรายงานว่ารัฐบาลของชาวอาระกันทำการปกครองและบริหารเมืองสำคัญในรัฐยะไข่ที่ได้ปลดปล่อยมาจากรัฐบาลทหารของสภาบริหารแห่งรัฐได้ 13 จากทั้งหมด 17 เมือง (รายงานบางกระแสแจ้งว่าได้มากถึง 15 เมืองแล้ว)
อย่างไรก็ตาม การแบ่งแยกระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารอาจจะยังไม่มีความชัดเจนมากนัก เพราะผู้นำทั้งสองฝ่ายยังเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ทวัน มรัต นาย ผู้ก่อตั้งกองทัพอาระกัน ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางอุดมการณ์ โดยมี เนียว ทวัน อ่อง (Nyo Twan Awng) ทำหน้าที่เป็นรองผู้นำ สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่และช่วยงานในทุกด้าน ทั้งสองไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด มีภูมิหลังมาจากคนละทาง ทวัน มรัต นาย เป็นชาวเมืองชิตต่วย อาชีพเดิมเป็นมัคคุเทศก์ ขณะที่ เนียว ทวัน อ่อง (บางครั้งรู้จักกันในชื่อ เนียว ทุน อ่อง) มาจากเมืองจ้าวผิ่ว (Kyaukpyu) อาชีพเดิมเป็นแพทย์ แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะต่อสู้และทำงานเข้าขากันได้ดี
นอกจากนี้ยังมีผู้นำอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับการกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ คือ จ่อ ฮาน (Kyaw Han) ซึ่งจัดได้ว่าผู้นำทางสัญลักษณ์ของกองทัพ เป็นที่ปรึกษา ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำทางอุดมการณ์และทางยุทธศาสตร์ เป็นครูทางทหารให้กับพวกนักรบและเป็นตัวเชื่อมระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายทหาร และผู้เป็นที่รู้จักในวงกว้างที่สุดคือ คาย ทู คา (Khaing Thu Kha) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับกองทัพอาระกัน
กองทัพอาระกันประกาศว่ามีกำลังอยู่ทั้งหมด 30,000 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ากำลังที่แท้จริงของกองทัพอาระกันน่าจะอยู่ระหว่าง 15,000-20,000 คน และมีขีดความสามารถสูงพอสมควร เพราะนักรบเหล่านี้ผ่านการกรำศึกสงครามมาร่วมทศวรรษ อีกทั้งระดับผู้บังคับบัญชาก็ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี อดีตทหารตัดมาดอว์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า นักรบอาระกันกล้าหาญ วินัยดี และมีระบบส่งกำลังบำรุงที่ค่อนข้างพร้อม
ด้วยขีดความสามารถทางทหารดังกล่าว จึงทำให้กองทัพอาระกันสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐยะไข่เอาไว้ได้นานพอที่จะสถาปนาเขตการปกครองขึ้นได้แล้วหลายแห่ง อีกทั้งยังมีรายงานข่าวว่าพวกเขากำลังขยายพื้นที่ยึดครองเข้าไปในรัฐชินที่อยู่ติดกันทางตอนเหนือ และยังสามารถกระชับอำนาจในการควบคุมพื้นที่ชายแดนด้านที่ติดกับบังกลาเทศได้อีกด้วย
กองทัพอาระกันหารายได้มาหล่อเลี้ยงสงครามจากธุรกิจผิดกฎหมายหลายอย่าง เช่น การค้ายาเสพติด การค้าอาวุธ รวมถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการค้ามนุษย์ สามารถควบคุมพื้นที่ด้านที่ติดกับรัฐชินอันเป็นเส้นทางการค้าของเถื่อนอย่างเช่น หยก ไม้ และยาบ้า รายได้นั้นอาจจะมาจากการทำการค้าด้วยตนเองและเรียกเก็บค่าคุ้มครอง อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีการค้าจากธุรกิจทั้งถูกและผิดกฎหมายในเขตยึดครองของตนเอง นอกจากนี้มีรายได้อีกส่วนหนึ่งจากการบริจาคของประชาชนที่มีความศรัทธาในแนวทางการต่อสู้ของกองทัพอาระกัน
กองทัพอาระกันได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่เป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เริ่มจากกองทัพเอกราชคะฉิ่นที่มีส่วนอย่างมากในช่วงก่อตั้ง และในระยะต่อมาก็ได้รับแรงสนับสนุนและความช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army: UWSA) เฉพาะอย่างยิ่งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้แล้ว กองทัพอาระกันยังเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเครือข่ายกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เช่น เป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือ (Northern Alliance) คณะกรรมาธิการหารือและเจรจาทางการเมืองแห่งสหพันธ์ (Federal Political Negotiation and Consultative Committee) และ พันธมิตรแห่งภราดรภาพ (Brotherhood Alliance)
มีรายงานด้วยว่ากองทัพอาระกันได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากทางการจีนด้วย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการให้ความคุ้มครองท่อส่งก๊าซและการลงทุนของจีนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจ้าวผิ่ว ซึ่งอยู่ในเขตที่เป็นพื้นที่ยึดครองของกองทัพอาระกัน
ในทางอุดมการณ์ กองทัพอาระกันมีความคล้ายคลึงกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ในพม่า คือ เน้นเรื่องชาตินิยม (nationalism) แต่ไม่ใช่ ‘ชาติ’ ในความหมายของรัฐสมัยใหม่ หากแต่จะเน้นเรื่องเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์เป็นสำคัญ ดังนั้นจึงเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองของคนเชื้อสายอาระกันหรือยะไข่
กองทัพอาระกันมีแนวทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า วิถีแห่งยะไข่ (Way of Rakhita) ซึ่งหมายถึงการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวยะไข่ เพื่อสถาปนาอำนาจอธิปไตยของรัฐยะไข่
อนึ่ง ในทางอุดมการณ์อาจจะต้องพิจารณาประเด็นทางภาษาเล็กน้อย คำว่า ‘อาระกัน’ หมายถึงชนชาติในอาณาจักรอาระกันที่มีอยู่ก่อนถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอังกฤษ ส่วนคำว่า ยะไข่ (Rakhine) เป็นชื่อที่ทางการพม่าในยุคปัจจุบันใช้เรียกประชาชนและรัฐทางตะวันตกของประเทศที่ติดกับอ่าวเบงกอลและประเทศบังกลาเทศ
การที่ AA เลือกใช้ ‘อาระกัน’ แทนที่จะเป็นกองทัพของชาวยะไข่ เข้าใจว่าส่วนหนึ่งต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ อีกด้านหนึ่งก็เป็นการแสดงการไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลทหารพม่า แต่ความหมายในทางการเมืองอาจจะไม่รุนแรงเท่ากับการที่รัฐบาลและคนพม่าเรียกโรฮิงญาว่า ‘เบงกาลี’
เมื่อมีอุดมการณ์กำกับการต่อสู้เช่นนั้น กองทัพอาระกันจึงกำหนดเป้าหมายทางการเมือง เฉพาะอย่างยิ่งระยะหลังรัฐประหารในปี 2021 เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองเป็นสำคัญ จึงเรียกร้องให้มีการนิยามความสัมพันธ์และการจัดสรรอำนาจกับรัฐบาลในกรุงเนปิดอว์เสียใหม่
อาจกล่าวได้ว่า แนวทางในการต่อสู้ทางการเมืองของกองทัพอาระกันนั้นแตกต่างจากแนวทางสหพันธ์รัฐประชาธิปไตยของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government: NUG) อยู่มาก แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด เช่น อาจมีการเกื้อกูลทางด้านอาวุธและการส่งกำลังบำรุงระหว่างกองทัพอาระกันและกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ชิน ซึ่งใกล้ชิดกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน แต่ส่วนใหญ่แล้วกองทัพอาระกันจะให้ความสำคัญกับการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยอาระกันเป็นลำดับต้นๆ
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากองทัพอาระกันมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเพื่อสิทธิในการปกครองตนเองของประชาชนในรัฐยะไข่ โดยให้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลางในรูปแบบ ‘สมาพันธรัฐ’ (confederation) ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจมากว่ารัฐบาลกลาง (แตกต่างจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่ต้องการแบบ ‘สหพันธรัฐ’ ซึ่งรัฐบาลกลางจะมีอำนาจมากกว่าท้องถิ่น) พวกเขาต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นด้วยกำลังทางทหารผสมกับการเจรจาต่อรอง
ปัญหาสำคัญที่สุดของรัฐยะไข่ในปัจจุบันคือ ประเด็นมุสลิมโรฮิงญา ซึ่งมีประชากรอยู่ราว 35 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดในรัฐยะไข่ ความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ-ศาสนา ระหว่างชาวพุทธยะไข่และชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ปะทุขึ้นมาเมื่อปี 2017 กองทัพอาระกันมีส่วนไม่น้อยในการโหมกระพือความเกลียดชังและการฆาตกรรม (แม้อาจจะไม่ถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบที่ตัดมาดอว์ทำก็ตาม)
แม้ว่าผู้นำของกองทัพอาระกันจะได้ประกาศต่อสาธารณะและชุมชนนานาชาติอยู่บ่อยครั้ง ว่าต้องการสถาปนาเขตปกครองตนเองในรัฐยะไข่ที่ยินดีจะรวมเอาชาวมุสลิมโรฮิงญาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างเท่าเทียมก็ตาม แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า การปกครองกองทัพอาระกันในอนาคตจะเปิดกว้างต้อนรับคนทุกเผ่าพันธุ์อย่างที่ว่าจริงๆ เพราะประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาบอกให้รู้ว่า พวกเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมกับคนเผ่าพันธุ์อื่นอย่างสงบสุขหรือจะให้สิทธิเท่าเทียมกันแต่อย่างใด
มีรายงานข่าวตามสื่อมวลชนว่า กองทัพอาระกันเคยทรมานชาวโรฮิงญาด้วยข้อหาว่าให้การสนับสนุนหรือที่พักพิงแก่ Arakan-Rohingya Salvation Army (ARSA) ซึ่งเป็นกองกำลังของชาวมุสลิมโรฮิงญา ผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่หนีไปอยู่ในค่ายอพยพในบังกลาเทศถึงกับออกปากว่า กองทัพอาระกันโหดเหี้ยมกว่าตัดมาดอว์เสียอีก พวกเขายอมตายในค่ายอพยพเสียยังดีกว่าถูกส่งกลับไปอยู่ในความปกครองของกองทัพอาระกัน
ที่มา : สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 21 พฤษภาคม 2568
Link : https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105425







